co q10 (โค คิวเท็น) ป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัย ถนอมผิวพรรณให้ดูสดใส เปล่งปลั่ง

         ริ้วรอยแห่งวัย ผิวแห้งกร้าน ไม่กระชับ คือสัญญาณที่บ่งบอกถึงความชรา พูดง่ายๆคือมันจะทำให้คุณดูแก่ขึ้นนั่นเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่คนรักสวยรักงามอย่างสาวๆรับไม่ได้ คำถามคือเราจะรับมือกับปัญหาผิวเหล่านี้ได้อย่างไรในเมื่อไม่สามารถย้อนเวลากลับไปเป็นเด็กได้ ฉะนั้น การป้องกันไม่ให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย ถนอมผิวพรรณให้ดูสดใสจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ วันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับสารอาหารตัวหนึ่งที่ช่วยปกป้องผิวของคุณให้กระชับเต่งตึง ไม่เป็นริ้วรอยได้ง่าย มันคือ co q10 (โค คิวเท็น) นั่นเอง แต่ก่อนอื่นมาดูสาเหตุที่ทำให้เกิดริ้วรอยกัน

 

ริ้วรอย เกิดจากอะไร
         ตามทฤษฎีแล้ว ริ้วรอยจะเกิดจากการที่เส้นใยคอลลาเจนและอิลาสติน ใต้ผิวหนังถูกทำลาย ซึ่งมีอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น แสงแดด (รังสี UV) มลภาวะฝุ่นควัน เป็นต้น กรณีนี้สามารถป้องกันได้โดยการทาครีมกันแดด ที่มีค่า SPF ที่เหมาะสม แต่สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดริ้วรอยแห่งวัยที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็คือ “อายุ” เมื่อตัวเลขของอายุมากขึ้น คอลลาเจนและอิลาสตินในผิวจะถูกผลิตได้น้อยลง ทำให้ผิวเกิดริ้วรอยได้ง่าย โดยเฉพาะคนที่ชอบอมทุกข์ เครียดบ่อยๆ
         สำหรับริ้วรอยที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของคอลลาเจนและอิลาสติน เพราะอายุที่สูงขึ้น ควรป้องกันและดูแลตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ โดยการรับประทานสารอาหารให้ครบทุกหมู่ เน้นผักผลไม้ เพราะมีวิตามินซีสูง และสารอาหารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย บำรุงผิวพรรณ


co q10 (โค คิวเท็น) ป้องกันการเกิดริ้วรอยอย่างตรงจุด

         co q10 (โค คิวเท็น) หรือที่เราได้ยินติดหูกันว่า “โคเอ็นไซม์ คิวเท็น” ในทางการแพทย์ เป็นสารที่มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตของเราอย่างมาก พบได้ในทุกเซลล์ของร่างกายที่มีชีวิต ทำหน้าที่ในการผลิตพลังงานพื้นฐานของเซลล์โดยเฉพาะในอวัยวะที่ต้องการพลังงานสูง เช่น หัวใจ สมอง ตับ ไต กล้ามเนื้อ และยังมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายอีกด้วย
         โดย co q10 (โค คิวเท็น) มักถูกนำมาใช้ในส่วนผสมของเครื่องสำอางเพื่อถนอมผิวพรรณ ลดริ้วรอยหรือชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิว เนื่องจากช่วยเสริมสร้างพลังงานในระดับเซลล์ผิว ช่วยปกป้องเนื้อเยื่อคอลลาเจนและอิลาสตินจากรังสี UVA ทำให้เซลล์ผิวแข็งแรง มีส่วนสำคัญในกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่และปกป้องคอลลาเจนจากการถูกทำลายให้สูญเสียโครงสร้างและความยืดหยุ่น
         ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ co q10 (โค คิวเท็น) มีส่วนช่วยในการลดเลือนริ้วรอยเหี่ยวย่นและป้องกันไม่ให้เกิดรอยเหี่ยวได้ง่ายๆ พร้อมกับปรับสภาพผิวให้ผิวชุ่มชื่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ยังเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีความสัมพันธ์กับวิตามินอีในการป้องกันเซลล์ผิวจากปฏิกิริยา Liqid Peroxidation ซึ่งเป็นสาเหตุของกระแก่ (Age Granule) ทำให้ผิวสดใสมีชีวิตชีวาอยูเสมอ

 

สำหรับใครที่มีปัญหาข้างต้นต้องการหา ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในเรื่อง สารต้านอนุมูลอิสระ และความเสื่อมของระบบในร่างกาย สมรรถภาพ มะเร็ง เบาหวาน ลดสิว กระ จุดด่างดำ ฝ้า แก่ก่อนวัย และปัญหาผิว ทางเว็บไซต์ขอแนะนำให้ดูคลิปรายการ และคลิปคุณหมอ เรื่องสารสกัด ASTAXANTHIN (แอสตาแซนธิน) ด้านล่างนี้ได้เลย หรือ PDF รายละเอียดสินค้า

aesta-promotion

Check our Featured products! สินค้าขายดี!!

5 สูตรลบรอยตีนกา ด้วยสมุนไพรธรรมชาติ

         หนึ่งในปัญหาผิวบนใบหน้าที่มักเจอเมื่อตัวเลขของอายุสูงขึ้นก็คือการเกิดรอยตีนกาและรอยเหี่ยวย่น เนื่องจากชั้นผิวสูญเสียกระบวนการผลิตคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวขาดความยืดหยุ่นจึงเกิดเป็นริ้วรอยแห่งวัยหรือรอยรอบๆดวงตาได้ง่าย ถึงแม้อายครีมจะเป็นตัวช่วยที่ดีเยี่ยมในการทำให้ผิวบริเวณรอบดวงตาตึงกระชับอยู่เสมอ แต่ก็ต้องแลกไปกับราคาแสนแพง และต้องทาเป็นประจำทุกวัน แล้วจะดีกว่าไหมหากเรามีสูตรลบรอยตีนกามานำเสนอ ซึ่งเป็นวิธีธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องทาทุกวันเหมือนอายครีม เพียงแค่ใช้ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ก็สามารถแก้ปัญหารอยตีนกาได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 

สูตรลบรอยตีนกา ด้วยสมุนไพรธรรมชาติ
        1.แครอต สูตรลบรอยตีนกาสูตรแรกคือการใช้ผลไม้หาง่ายอย่างแครอต โดยนำมาล้างให้สะอาด แล้วนำไปปั่นผสมกับน้ำเปล่าเล็กน้อยพอให้เหนียวเป็นครีมสำหรับพอกหน้าได้ จากนั้นนำมาพอกทิ้งไว้ 15 นาทีจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด แครอตมีวิตามินและเกลือแร่สูง อีกทั้งยังมีสารเบต้าแตดรทีน สารเพกติน กรดอะมิโนที่มีสรรพคุณช่วยให้ผิวเนียนเรียบ เต่งตึง ชุ่มชื้น รวมถึงเหล็ก แมงกานีส ทองแดงที่จำเป็นต่อการสร้างอีลาสตินและคอลลาเจน จึงช่วยให้ริ้วรอยจางลง ผิวหน้าเต่งตึงดูสดใสอ่อนกว่าวัย
        2.ใบบัวบก วิธีคือนำใบบัวบกที่ได้มาล้างให้สะอาดแล้วนำมาปั่น หรือบด หรือจะโขลกด้วยกรรมวิธีใดก็ได้ที่คุณถนัด เพราะสิ่งที่ต้องการคือน้ำใบบัวบก พอได้น้ำสดๆแล้ว ให้นำสำลีชุบมาน้ำใบบัวบก ทาให้ทั่วใบหน้าทาทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีจึงล้างออก โดยควรทำก่อนนอน น้ำใบบัวบกจะไปช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ลบรอยตีนกาอย่างได้ผล ทั้งนี้ ควรทำอย่างสม่ำสม่ำเสมอถึงจะเห็นผล
        3.ใบตำลึง ให้นำเอายอดและใบอ่อนมาพอประมาณ นำมาปั่นรวมกับน้ำผึ้ง พอให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกันจนละเอียด แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 15 นาที จากนั้นล้างออกให้สะอาด ใบตำลึงมีวิตามินเอสูง ช่วยลดริ้วรอย รอยตีนกา ทำให้ใบหน้าเต่งตึง แถมยังช่วยลดจุดด่างดำบนใบหน้าได้อีกด้วย

        4.มะขามเปียก ส่วนผสมที่ต้องใช้ ได้แก่ มะขามเปียก 1 กำมือ นมสดรสจืด 3 ช้อนโต๊ะ น้ำผึง 1 ช้อนโต๊ะ สำหรับวิธีทำเป็นวิธีแสนง่าย คือให้นำมะขามเปียกมาแกะเม็ดเอารกออกแล้วล้างน้ำให้สะอาด ผสมกับนมแล้วขยำให้เข้ากัน กรองด้วยผ้าขาวบางหรือกระชอนตาละเอียด เติมน้ำผึ้งคนให้เข้ากันก็จะได้ครีมมะขามเปียก ใส่ภาชนะมีฝาปิดเก็บไว้ในตู้เย็น ระหว่างรอสักพักหนึ่งให้ล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด แล้วนำสูตรมะขามเปียกในตู้เย็นมาทาทิ้งไว้ 10 นาทีค่อยล้างด้วยน้ำสะอาด สูตรข้างต้นนี้เหมาะกับคนผิวมัน ถ้าคนผิวแห้งให้ลดมะขามเปียก เพิ่มปริมาณนมสดกับน้ำผึ้งให้มากขึ้น
        5.ว่านนางคำ หลายคนอาจไม่เคยได้ยินเจ้าสมุนไพรตัวนี้ แต่ว่านนางคำเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามาถนำมาใช้เป็นสูตรลบรอยตีนกาบนใบหน้าได้ โดยให้นำปั่นละเอียดผสมน้ำผึ้งแท้ๆ ซึ่งสามารถเพิ่ม-ลดส่วนผสมเท่าไหร่ก็ได้ตามความเหมาะสม หรือให้ใส่น้ำมะขามเปียกเล็กน้อยเข้าไปด้วยก็ได้ จากนั้นก็ไปล้างหน้าให้สะอาด แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้สักประมาณ 20 นาทีจึงล้างออก และเพื่อการรักษาผิวหน้าให้เนียนนุ่มชุ่มชื่นขึ้น ให้ใช้โยเกิร์ตธรรมชาติที่แช่เย็นมาพอกอีกครั้งสัก 10 นาที
        สูตรลบรอยตีนกา ทั้ง 5 สูตรนี้ เป็นการใช้สมุนไพรธรรมชาติ อาจให้ผลลัพธ์แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคนด้วย ทั้งนี้ ควรใช้อย่างระมัดระวังอย่าให้เข้าตา เพราะอาจเกิดการระคายเคืองตาได้ และถ้าใช้พอกผิวหน้าแล้วพบว่าเกิดอาการแพ้ แสบผิว มีอาการคัน เป็นผื่นแดง ควรหยุดใช้ทันที เนื่องจากผิวของคุณอาจบอบบางเกินไป จนไม่เหมาะสมต่อการใช้สูตรธรรมชาติ

สำหรับใครที่มีปัญหาข้างต้นต้องการหา ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในเรื่อง สารต้านอนุมูลอิสระ และความเสื่อมของระบบในร่างกาย สมรรถภาพ มะเร็ง เบาหวาน ลดสิว กระ จุดด่างดำ ฝ้า แก่ก่อนวัย และปัญหาผิว ทางเว็บไซต์ขอแนะนำให้ดูคลิปรายการ และคลิปคุณหมอ เรื่องสารสกัด ASTAXANTHIN (แอสตาแซนธิน) ด้านล่างนี้ได้เลย หรือ PDF รายละเอียดสินค้า

aesta-promotion

Check our Featured products! สินค้าขายดี!!

เหตุผลที่ทำให้การฉีดโบท็อกซ์ได้รับความนิยมจากทั่วโลก

                การฉีดโบท็อกซ์ได้รับความนิยมอย่างมากทั่วโลก เพราะถือเป็นนวัตกรรมความสวยความงามที่แพร่หลายและเป็นที่สนใจของหนุ่มๆสาวๆ ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจทั้งใบหน้าและร่างกาย ที่สำคัญมีทั้งคุณและโทษ เราได้รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ “การฉีดโบท็อกซ์” ที่รวมถึงที่มาที่ไป คุณและโทษ ข้อควรปฏิบัติ และสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงหรือต้องระมัดระวัง
โบท็อกซ์ (Botox) เป็นชื่อทางการค้าของสารโบทูลินั่มท็อกซินเอ (Botulinum toxin A) ซึ่งเป็นโปรตีน ชนิดหนึ่งที่สร้างจากแบคทีเรียชื่อ ครอสตริเดียม โบทูลินั่ม (Clostridium botulinum) ถูกค้นพบโดย จิสทินัส เคอร์เนอร์ นายแพทย์ชาวเยอรมัน โบท็อกซ์มีการใช้มานานมาก เริ่มต้นโดยการนำมารักษากล้ามเนื้อคอกระตุก กล้ามเนื้อตากระตุก รวมถึงอาการปวดไมเกรน ตาเหล่ ก็รักษาด้วยโบท็อกซ์นี้ ต่อมาปี 2002 FDA ของอเมริการับรองการใช้โบท็อกซ์ เพื่อการลดริ้วรอยหน้าผาก และรอยตีนกา จึงเป็นจุดเริ่มต้นการนำโบท็อกซ์มาใช้ในเรื่องของผิวพรรณและความสวยงาม

               โบท็อกซ์ คือ สารจากธรรมชาติที่เป็นโปรตีนบริสุทธิ์สกัดจากแบคทีเรียที่มีประโยชน์ชนิดหนึ่งซึ่งจะช่วยคลายกล้ามเนื้อบริเวณที่หดตัว โดยหลังการฉีดโบท็อกซ์แล้วตัวยาจะจับตัวกับปลายเส้นประสาทที่เชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อส่วนนั้นคลายตัว ส่งผลให้ริ้วรอยลดเลือน เมื่อกล้ามเนื้อไม่เกร็งตัวแล้ว โบท็อกซ์ยังจะช่วยส่งผลปรับลดขนาดกล้ามเนื้อ ช่วยให้คุณแลดูอ่อนเยาว์มากยิ่งขึ้น เพียง 10 นาที หลังจากทำการรักษา กล้ามเนื้อของคุณจะรู้สึกผ่อนคลาย ร่องลึกจะเริ่มคลายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเมื่อเวลาผ่านไปกล้ามเนื้อจะเล็กลง ทำให้ผิวบริเวณนี้เรียบตึง
การฉีดสารเหล่านี้มีระยะเวลา โดยทั่วไปผลของการฉีดจะอยู่ได้นานประมาณ 3-8 เดือน ทั้งนี้ขึ้นกับว่าฉีดรักษาอาการอะไร ฉีดบริเวณใด ฉีดเป็นครั้งแรกหรือเป็นการฉีดซ้ำ เพราะการฉีดสารประเภทนี้ส่วนใหญ่แล้ว คนจะติดใจ คือฉีดแล้วรู้สึกว่ามั่นใจขึ้น สาวขึ้น สวยขึ้น ก็เลยต้องฉีดซ้ำเรื่อยๆ
โบท็อกซ์จับกับปลายประสาท สัญญานกกระตุ้นการหดตัวจะไม่มีผล กล้ามเนื้อของคุณจะผ่อนคลาย ริ้วรอยต่างๆจะค่อยๆเนียนเรียบขึ้นจากเดิม และจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดริ้วรอยใหม่ การฉีดโบท๊อกซ์ที่ถูกวิธีนั้นนอกจากจะไม่ทำให้หน้าคุณดูแข็งเกร็งแล้วคุณยังสามารถแสดงอารมณ์ทางสีหน้าได้อย่างเป็นปกติ เพราะโบท๊อกซ์จะทำงานเฉพาะในส่วนของกล้ามเนื้อที่แพทย์ได้เลือกฉีด เช่น หากฉีดโบท็อกซ์ในบริเวณกล้ามเนื้อที่หน้าผากส่วนกลางแล้ว จะไม่กระทบกับการทำงานของกล้ามเนื้อหน้าผากด้านข้าง ผลคือคุณจะสามารถการยกคิ้วได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้การแสดงอารมณ์ทางสีหน้าเป็นไปได้อย่างเป็นปกติ นอกจากจะช่วยให้ผิวเรียบตึงขึ้นแล้วโบท็อกซ์ยังสามารถช่วยลดการทำงานในส่วนของกล้ามเนื้อที่เราไม่ต้องการ ซึ่งจะช่วยปรับรูปหน้าของคุณให้เรียวขึ้นได้อีกด้วย

ข้อดีของการฉีดโบท็อกซ์ (Botox)

1.สามารถแก้ปัญหาริ้วรอยได้
2.ทำให้รูปหน้าเรียวเล็กลง
3.เห็นผลเร็ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของการฉีดด้วย ซึ่งมีทั้งเห็นผลแทบจะทันที ถึงเป็นเดือนกว่าจะเห็นผล ก็มีเช่นกัน
4.มีใบรับรอง จากองค์การอาหารและยา ทำให้สบายใจได้ ว่ามีความปลอดภัย
5.ไม่ต้องเตรียมตัวเป็นพิเศษ ก่อนเข้ารับการฉีด
6.เมื่อฉีดเสร็จ สามารถทำกิจกรรม ตามปกติได้ทันที
7.เพิ่มความมั่นใจให้ตัวเอง
8.มีผลข้างเคียงน้อย
อย่างที่รู้ๆกัน การฉีดโบท๊อกซ์นั้นไม่ได้มีแต่ข้อดีเท่านั้น ยังมีโทษอีกมามาย ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง และผลที่ตามมาก็คือ

ข้อเสียของการฉีดโบท็อกซ์ (Botox)
1.อาจรู้สึกเจ็บเล็กน้อยขณะฉีด แต่โดยทั่วไป จะมีการทายาชาก่อน ทำให้ลดอาการเจ็บปวดลงได้
2.โบท็อกซ์ ไม่ได้อยู่ตลอดไป ซึ่งก็หมายความว่า ริ้วรอยบนใบหน้า หรือกรามที่เล็กลงนั่น จะกลับมาเป็นสภาพเดิมอีกครั้ง กลังเวลาผ่านไป ประมาณ 6 เดือน
3.มีราคาสูง การฉีดโบท็อกซ์ มีค่าใช้จ่ายที่ค่อยข้างสูง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ บริเวณที่ต้องการฉีด และสถานที่เข้ากับการฉีดด้วย
4.หากฉีดจากแพทย์ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญอาจเป็นอันตรายได้
5.ควรเลือกสถานที่ที่มีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลครบถ้วน มิฉะนั้นหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น อาจมีอันตรายถึงชีวิต
6.อาจมีอาการแทรกซ้อน สำหรับผู้ที่มีประวัติแพ้ยาหรือหญิงตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับการฉีดทุกครั้ง

แนวทางปฏิบัติตัวหลังฉีดโบท็อกซ์

 1.หลังฉีด ทันที ไม่ควรจับ ลูกคลำ หรือนวดบริเวณที่ฉีด เพราะอาจมีผลต่อการกระจายตัวของตัวยา
2. ภายใน 4 ชั่วโมง ไม่ควรไปนอนราบ หรือนอนตะแคง เพราะในช่วง 4 ชั่วโมงแรก เป็นช่วงการซึมของยาเข้ากล้ามเนื้อ ถ้านอนตะแคงจะทำให้การกระจายตัวของยาผิดจากตำแหน่งที่แพทย์คาดการณ์ไว้ได้ เมื่อเลย 4 ชั่วโมงไปแล้ว สามารถนอน หรือตะแคงได้ตามปกติ
3.ภายใน 4 ชั่วโมงแรก ต้องบริหารกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดบ่อยๆ เพื่อให้ตัวยาซึมเข้าสู่กล้ามเนื้อที่ต้องการให้ออกฤทธิ์มากที่สุด เช่น ฉีดหางตา ควรยิ้มบ่อยๆ ฉีดหน้าผากควรยักคิ้วบ่อยๆ หรือฉีดกรามควรเคี้ยวหมากฝรั่ง 15-30 นาที่ หรือ 4 ชั่วโมง ตามดุลยพินิจแพทย์
4. ภายใน 2 สัปดาห์แรก ควรงดการเข้าอบไอน้ำ อบซาวน่า ยิงเลเซอร์ ทำ RF หรือไอออนโตที่หน้า เพราะความร้อนเฉพาะจุดเป็นเวลานานอาจส่งผลต่อโบท๊อกซ์ได้ใน 2 สัปดาห์แรกความร้อนที่สามารถโดนได้คือ ไดร์เป่าผม อาบน้ำอุ่น (งดบริเวณที่ฉีดโบท๊อกซ์) และโดนแสงแดดที่ไม่แรงจ้าเกินไปได้ตามปกติ
5. หลังฉีดแต่งหน้า ทาแป้ง ทาครีมได้ตามปกติ เมื่อผ่านไป 1 สัปดาห์สามารถทำ Treatment ได้ตามปกติ (ยกเว้น Laser, RF และ Ionto ต้องรอ 2 สัปดาห์)
6.สำหรับการฉีดโบท๊อกซ์ที่กล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น กล้ามเนื้อกราม และน่อง ตัวยาจะเริ่มออกฤทธิ์ภายใน 2-4 สัปดาห์ ดังนั้น ช่วงแรกๆ อาจยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง ฤทธิ์ยาจะมีผลสูงสุดในช่วง 4-8 สัปดาห์ (1-2 เดือน) และจะหมดฤทธิ์เมื่อครบเวลา 4-6 เดือน หรืออาจจะนานกว่านี้ กรณีที่ฉีดโบท๊อกซ์อย่างต่อเนื่องเป็นประจำ ดังนั้นถ้าจะให้เห็นผลในการลดขนาดกล้ามเนื้อกรามและน่องอย่างมีประสิทธิภาพควรฉีดต่อเนื่องกันทุก 4-6 เดือน ประมาณ 3-4 ครั้ง เมื่อหยุดฉีดขาดกล้ามเนื้อจะเปลี่ยนไปจนสังเกตได้
7.ใน 2 วันแรก งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์ จะเพิ่มระบบการไหลเวียนของเลือด และจะเป็นการล้างยาโบท๊อกที่ฉีดไป
8.หลังฉีดสามารถรับประทานอาหาร ออกกำลังกาย และใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

การฉีดโบท็อกซ์ ถึงแม้จะเป็นนวัตกรรมเสริมความสวยความงามที่แพร่หลายอย่างมากทั่วโลก แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่โชคร้ายกับการฉีดโบท็อกซ์เข้าร่างกาย และมีมากมายหลายคนต้องเสียโฉมเพราะเจ้าโบท็อกซ์นี้ ดังนั้นเราควรระมัดระวัง ศึกษาอย่างละเอียด ก่อนตัดสินใจเสริมความงามเหล่านี้ ก่อนที่จะเสียทั้งเงินทั้งหน้าตาของเราไป

 

สำหรับใครที่มีปัญหาข้างต้นต้องการหา ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในเรื่อง สารต้านอนุมูลอิสระ และความเสื่อมของระบบในร่างกาย สมรรถภาพ มะเร็ง เบาหวาน ลดสิว กระ จุดด่างดำ ฝ้า แก่ก่อนวัย และปัญหาผิว ทางเว็บไซต์ขอแนะนำให้ดูคลิปรายการ และคลิปคุณหมอ เรื่องสารสกัด ASTAXANTHIN (แอสตาแซนธิน) ด้านล่างนี้ได้เลย หรือ PDF รายละเอียดสินค้า

aesta-promotion

Check our Featured products! สินค้าขายดี!!

รวมครีมลดริ้วรอยรอบดวงตาทำมือฉบับพกพา

       คุณสาวๆหลายคนที่มีปัญหาริ้วรอยรอบดวงตา คงอยากที่จะหลีกเลี่ยงบรรดาเหล่าครีมลดริ้วรอยรอบดวงตาสำเร็จรูปที่อาจจะเต็มไปด้วยสารเคมี และสารกันบูด ซึ่งสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นอาจจะยิ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้ริ้วรอยรอบดวงตาแย่ขึ้นมากกว่าเดิม วิธีที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงสารเหล่านี้ ไปพร้อมกับการบำรุงรอบดวงตาให้กลับมาสดใสอ่อนเยาว์มีอยู่ทางเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ คุณสาวจะต้องยอมกลับมาทำครีมลดริ้วรอยรอบดวงตาด้วยตัวเอง ซึ่งบทความในครั้งนี้ก็จะขอนำเสนอสารพัดสูตรครีมลดริ้วรอยรอบดวงตาทำมือฉบับพกพา ให้คุณสาวๆสามารถนำไปลงมือทำได้ด้วยตัวเองที่บ้านอย่างง่ายๆ กันเลยทีเดียว

รวมสารพัดสูตรครีมลดริ้วรอยรอบดวงตา

สูตรครีมลดริ้วรอยรอบดวงตาที่กำลังจะนำเสนอต่อไปนี้ เน้นส่วนผสมจากธรรมชาติ เช่น พืช ผัก ผลไม้ และน้ำมันสกัดจากสมุนไพรต่างๆ ที่มีสรรพคุณในการช่วยลดเลือน และป้องกันริ้วรอยรอบๆดวงตา แต่อย่างไรก็ตาม นอกจากการบำรุงผิวรอบดวงตาด้วยสูตรครีมลดริ้วรอยรอบดวงตาแล้วคุณสาวๆ ก็ควรที่จะหมั่นรักษาสุขภาพของตัวเอง ออกกำลังกาย ดื่มน้ำมากๆ ทานอาหารที่มีประโยชน์ และพักผ่อนให้เพียงพอควบคู่กันไปด้วย จึงจะเป็นการช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาริ้วรอยใหม่ๆเกิดขึ้นมาอีก

       1.น้ำมันมะพร้าว สามารถนำมาใช้เป็นส่วนผสมของครีมลดริ้วรอยรอบดวงตาแบบทำมือได้เป็นอย่างดี หรืออาจจะนำไปใช้เป็นครีมต่อต้านริ้วรอยโดยตัวของมันเองก็ได้เช่นกัน ด้วยการนำน้ำมันมะพร้าวไปนวดเบาๆในบริเวณที่เกิดริ้วรอยก่อนนอน น้ำมันจะค่อยๆซึมเข้าสู่ชั้นผิว และลดเลือนริ้วรอยให้น้อยลง

2.กล้วย เชื่อหรือไม่ว่ากล้วยก็เป็นหนึ่งในส่วนผสมของครีมลดริ้วรอยรอบดวงตาทำมือที่ดี โดยการนำกล้วยประมาณเพียง ¼ ผล ไปทำการบดไปเรื่อยๆจนกระทั่งกลายเป็นเนื้อครีมเข้มข้น แล้วนำไปทาบริเวณริ้วรอยบนใบหน้าทิ้งเอาไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น จากนั้นจึงล้างด้วยน้ำเย็นซ้ำอีกครั้งเพื่อปิดรูขุมขนที่ขยายตัวให้มีขนาดเล็กลง

       3.ครีมไข่ ผสมไข่ขาวประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ น้ำแตงกวา 1 ช้อนชา เหล้ารัมหรือบรั่นดี 1 ช้อนชา น้ำมะนาวอีกเล็กน้อย และโซเดียมเบนโซเอต ให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกันจนกระทั่งกลายเป็นเนื้อครีมเข้มข้น จากนั้นให้นำมาทาที่บริเวณที่เกิดริ้วรอย ถ้าหากคุณทำครีมไข่ขาวขึ้นมามากจนเกินไป ก็สามารถที่จะนำไปแช่เย็นเอาไว้เพื่อใช้ในภายหลังได้อีกด้วย

4.น้ำมันอัลมอนด์และลาโนลิน เป็นหนึ่งในสูตรครีมลดริ้วรอยรอบดวงตาที่สามารถทำได้ง่าย และมีราคาที่ไม่แพง ทำการผสมน้ำมันอัลมอนด์ 2 ช้อนชา เข้ากับลาโลลินปริมาณเท่ากัน จากนั้นนำส่วนผสมไปทำละลายในหม้อไอน้ำ จากนั้นให้ทำการเติมน้ำมันตับปลาประมาณ 2 ช้อนชา ผสมให้เข้ากัน คุณสาวๆก็จะได้รับครีมลดริ้วรอยฉบับทำมือที่มีคุณภาพเยี่ยมสำหรับใช้กับใบหน้าของตัวเอง

       5.สูตรครีมลดริ้วรอยชนิดหมัก 3 เดือน เป็นสูตรที่เหมาะกับคุณสาวๆที่ใจเย็น เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาในการทำครีมนานกว่า 3 เดือน เลยทีเดียว แต่ส่วนผสมของครีมตัวนี้นั้น ล้วนแล้วแต่มีสรรพคุณในการต่อต้านริ้วรอยรอบดวงตาได้เป็นอย่างดีด้วยตัวของมันเอง เมื่อนำสรรพคุณมารวมกัน จึงสามารถมั่นใจได้ถึงสรรพคุณ และความปลอดภัยเนื่องจากเป็นส่วนผสมจากธรรมชาติล้วนๆ ดังต่อไปนี้
-น้ำมันอัลมอนด์ ¼ ถ้วย
-น้ำมันมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ
-ขี้ผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
-น้ำมันวิตามินอี 2 ช้อนชา
-เชียร์บัตเตอร์ 1 ช้อนโต๊ะ
-น้ำมันหอมระเหย (มีหรือไม่มีก็ได้)

       นำสวนผสมทั้งหมดใส่ลงไปในขวดแก้วที่มีปริมาณความจุมากพอ โดยที่ไม่ต้องปิดฝา จากนั้นนำขวดใส่ลงไปในหม้อที่กำลังต้มน้ำอยู่ ปล่อยทิ้งเอาไว้สักพัก ทำการคนบ้างเป็นครั้งคราว ส่วนผสมทั้งหมดภายในขวดจะค่อยๆเกิดการละลายตัวจนกระทั่งผสมรวมเข้าด้วยกันอย่างสม่ำเสมอ เมื่อส่วนผสมทั้งหมดกลายเป็นเนื้อเดียวกันดีแล้ว ให้ทำการเทแบ่งลงในขวดแก้วขนาดเล็ก ปิดฝาขวดแบ่งและเก็บเอาไว้ในที่เย็น ทิ้งเอาไว้ประมาณ 3 เดือน คุณสาวๆก็จะได้ครีมลดริ้วรอยรอบดวงตาชั้นเยี่ยม สำหรับใช้ทาในตอนเช้า และกลางคืนไปอีกนานเลยทีเดียว

สำหรับใครที่มีปัญหาข้างต้นต้องการหา ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในเรื่อง สารต้านอนุมูลอิสระ และความเสื่อมของระบบในร่างกาย สมรรถภาพ มะเร็ง เบาหวาน ลดสิว กระ จุดด่างดำ ฝ้า แก่ก่อนวัย และปัญหาผิว ทางเว็บไซต์ขอแนะนำให้ดูคลิปรายการ และคลิปคุณหมอ เรื่องสารสกัด ASTAXANTHIN (แอสตาแซนธิน) ด้านล่างนี้ได้เลย หรือ PDF รายละเอียดสินค้า

aesta-promotion

Check our Featured products! สินค้าขายดี!!

เคล็ดลับลดริ้วรอยด้วยโกโก้

ริ้วรอย เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย หลายสาเหตุ อาทิเช่น แสงแดด มลภาวะรอบตัว ความเครียด วัยที่ที่ล่วงเลยมากขึ้น เป็นต้น แต่ไม่ว่าริ้วรอยจะเกิดขึ้นจากอะไรก็ตาม แต่มันก็เป็นสิ่งที่ไม่พึงปารถนาของเหล่าคุณสาวๆ อย่างแน่นอน

ซึ่งในวันนี้สำหรับคุณสาวๆที่ยังคงต้องการดูแลรักษาผิวพรรณของตัวเองให้กระชับตึงสดใสเหมือนกับในวัยแรกสาว ในบทความชิ้นนี้ก็จะขอพาไปรู้จักกับวิธีการง่ายๆ ที่จะช่วยลดริ้วรอยให้ลดน้อยลง

โกโก้ช่วยลดริ้วรอยได้อย่างไร

จากผลการศึกษา และได้รับการตีพิมพ์ใน “The Joumal of Nutrition” ในปี 2006 พบว่า  โกโก้ มีสารประกอบ Epicatechin และ Catechin ที่มีคุณสมบัติที่คอยช่วยในการปกป้องผิวจากการถูกแสงแดดทำร้าย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผิวเกิดริ้วรอบเหี่ยวย่นและหมองคล้ำ

อีกทั้งยังช่วยคืนความชุ่มชื้นให้กับผิว โดยทำการหมุนเวียนเของเลือดเข้าสู้เซลล์ผิวหนังได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ทำให้ผิวมีสุขภาพดีมากขึ้นกว่าเดิม ช่วยลดความดันโลหิต และยังช่วยทำให้ผิวนุ่มเนียนมากขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ การดื่มโกโก้ยังช่วยในการปรับอารมณ์ ทำให้อารมณ์มากขึ้น เมื่อความเครียดลดน้อยลง หรือหายไป ก็จะเป็นการช่วยลดริ้วรอย และป้องกันไม่ให้เกิดริ้วรอยชุดใหม่ขึ้นมาบนใบหน้า มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี และยังช่วยลดผลกระทบจากพวกไขมันคอเลสเตอรอลและสารเคมีอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจ มะเร็ง โรคปอด ได้อีกด้วย

วิธีการใช้โกโก้เพื่อลดริ้วรอย

            1. ดื่มโกโก้ร้อน เป็นวิธียอดฮิตที่ง่ายที่สุดในการใช้โกกโก้เพื่อลดริ้วรอย และยังเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับเนื่องจากเป็นวิธีที่จะได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่ที่ดีที่สุด

              นักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐอเมริกามีการศึกษาพบว่า ในโกโก้ร้อน 1 แก้วนั้น อุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ มากกว่าเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีอย่าง ชา หรือ ไวน์แดง เสียอีก โดยมีมากกว่าไวน์แดงถึง 2 เท่า และมากกว่าชาเขียว 3 เท่า และมากกว่าชาดำถึง 2 เท่า ในปริมาณที่เท่ากัน

            2. มาร์สหน้าด้วยโกโก้ ช่วยทำให้ผิวมีความสดชื่นเปล่งปลั่งมากยิ่งขึ้น โดยนำผงโกโก้ครึ่งถ้วย น้ำผึ้ง ¼ ถ้วย โยเกิร์ตหรือวิปครีม 4 ช้อนโต๊ะ และผงข้าวโอ๊ต 3 ช้อนโต๊ะ นำส่วนผสมทั้งหมดมาปั่นรวมจนกลายเป็นเนื้อเดียวกันจนกลายเป็นเนื้อครีมเข้มข้น จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้ทำการทาพอกลงให้ทั่วใบหน้า โดยพยายามระวังอย่าให้เข้าตา จมูก และปาก แล้วทำการนวดเบาๆ เป็นแนววงกลมให้ทั่วใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 30 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่นสะอาด

            3. แช่ตัวด้วยน้ำโกโก้ เป็นการนำเอาผงโกโก้มาผสมเข้ากับน้ำในอ่างอาบน้ำ จนกระทั่งน้ำกลายเป็นสีเดียวกับผงโกโก้ จากนั้นคุณสาวๆก็สามารถลงไปนอนแช่น้ำโกโก้ในอ่างเพื่อเป็นการถนอมผิว ลดริ้วรอยได้เลยทันที

การทานโกโก้เพื่อต้านริ้วรอยจะทำให้อ้วนหรือเปล่า

            ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า “โกโก้” กับ “ช็อกโกแลต” แตกต่างกันเป็นอย่างมาก จนทำให้เกิดความเข้าใจผิด และกังวลว่าการทานโกโก้นั้นจะทำให้อ้วน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว

            ถึงแม้ช็อกโกแลตจะมีส่วนประกอบหลักคือโกโก้ก็ตาม แต่สิ่งที่ทำให้อ้วนจริงๆนั้น คือ การนำเอานม น้ำตาล และอื่นๆ เพื่อเพิ่มรสชาติความหวานจนกระทั่งกลายมาเป็นช๊อกโกแลตนั่นเอง

ในช็อกโกแลต 1 แท่ง จะมีไขมันมากถึง 8 กรัม ในขณะที่ในโกโก้ร้อนในปริมาณที่เท่ากัน จะมีไขมันเพียง 0.3 กรัม เท่านั้น เมื่อทำการเปรียบเทียบแล้วพบว่า ช็อกโกแลตนั้นจะมีปริมาณไขมันมากว่าโกโก้มากถึง 27 เท่า เลยทีเดียว

 

        สำหรับใครที่มีปัญหาข้างต้นต้องการหา ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในเรื่อง สารต้านอนุมูลอิสระ และความเสื่อมของระบบในร่างกาย สมรรถภาพ มะเร็ง เบาหวาน ลดสิว กระ จุดด่างดำ ฝ้า แก่ก่อนวัย และปัญหาผิว ทางเว็บไซต์ขอแนะนำให้ดูคลิปรายการ และคลิปคุณหมอ เรื่องสารสกัด ASTAXANTHIN (แอสตาแซนธิน) ด้านล่างนี้ได้เลย หรือ PDF รายละเอียดสินค้า

aesta-promotion

Check our Featured products! สินค้าขายดี!!

อาหารต่อต้านริ้วรอย วิธีทำให้หน้าใสง่ายๆ ที่ใครก็มองข้าม

ในยุคที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับการเดินทางบนท้องถนน และบนโต๊ะในสถานที่ทำงานของสังคมเมือง ได้ทำให้วิธีการทานอาหารของคนเราเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก จากอาหารปรุงเองในครอบครัว กลายเป็นอาหารตามสั่ง และสุดท้ายกลายมาเป็นอาหารจานด่วนอย่างพวก fast food ในปัจจุบัน

ซึ่งความรวดเร็วของอาหารที่มากขึ้นในราคาที่ถูกนั้น หมายความว่าสารอาหารที่ร่างกายจะได้รับในแต่ละวันเพื่อนำไปใช้ในการสร้างเสริม ซ่อมแซม และยกกระชับใบหน้านั้นให้สดใสเปล่งปลั่งนั้น ย่อมไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้ผิวหน้าของเราอ่อนแอลงอย่างมากอีกด้วย

ดังนั้น สำหรับคุณสาวๆ ที่ต้องการจะมีใบหน้าที่สดใสแล้ว สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามมากที่สุดก็คือ การเลือกรับประทานอาหารที่มีสารอาหารที่ผิวหน้าต้องการอย่างครบถ้วน เพื่อเป็นการช่วยบำรุงรักษาผิวหน้าให้มีสุขภาพแข็งแรง สดใส เปล่งปลั่ง ดังต่อไปนี้

อาหารที่ผิวหน้าต้องการในแต่ละวัน

จากการศึกษาพบว่า อาหารที่มีคุณสมบัติช่วยในการบำรุงผิวหน้าให้สดใส และช่วยในการต่อต้านริ้วรอยอย่างได้ผล คือ อาหารในตระกูลของผัก ผลไม้ และอาหารที่มีไขมันต่ำ สารอาหารจากเหล่านี้ยังช่วยทำให้ผิวหน้าของคุณสาวๆ มีความแข็งแรงมากพอที่จะต่อต้านสิ่งที่จะมาทำร้ายผิวหน้า

โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากแสงแดดนอกบ้านในตอนกลางวัน ที่ถือว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจต่อสุขภาพผิวเลยทีเดียว สำหรับประเภทของอาหารที่แนะนำให้ทาน มีดังต่อไปนี้

1. ผักใบเขียว หรือผักสีเขียว เช่น บล็อกโคลี่ คะน้า เป็นต้น ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินเอและซี ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และป้องกันการเสื่อมของผิวจากอายุที่มากขึ้น
2. ถั่ว เช่น วอลนัท อัลมอนด์ พีแคน เป็นต้น มีกรดโอเมก้าทรี วิตามินบี และยังช่วยควบคุมระดับฮอโมนต์ที่เกิดขึ้นจากความเครียด ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจที่ทำให้ผิวไม่สดใสได้อีกด้วย
3. น้ำมันมะกอก ถึงจะเป็นน้ำมันจากพืชที่แม้ว่าจะมีจำนวนแคลอรี่ที่สูง แต่ก็เป็นไขมันไม่อิ่มตัวและเป็นกรดไขมันชั้นดีที่จำเป็นต่อร่างกาย อีกทั้งยังช่วยในการควบคุมระดับคอลเลสเตอรอลในเลือด ช่วยในการป้องกันการเสื่อมของเซลล์ ทให้ผิวจึงดูสดใส ชุ่มชื้น และดูอ่อนกว่าวัย
4. เม็ดธัญพืช หรือเม็ดข้าว เช่น เม็ดข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด ถั่วเหลือง ถั่วเขียว งาดำ งา เมล็ดทานตะวัน เมล็ดผักทอง เป็นต้น อุดมไปด้วยวิตามินบี และวิตามินอี ช่วยในการรักษาความแข็งแรงของเซลล์ผิว เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว และป้องกันความเสียหายของผิวที่เกิดขึ้นจากมลภาวะที่ต้องพบในระหว่างวัน นอกจากนี้ยังมีไฟเบอร์ที่สามารถช่วยในการขับสารพิษที่สะสมอยู่ในร่างกาย ทำให้ผิวดูสดใสมากขึ้นอีกด้วย
5. อาหารที่มีไขมันต่ำ เช่น เนื้อปลา ปลาแซลมอน ปลาทูน่า กุ้ง ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี ที่ช่วยในการซ่อมแซมเซลล์ร่างกายที่เกิดการเสื่อมโทรม ต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความชราและความเสื่อมของร่างกาย
6. ผลไม้สด เช่น ส้ม แอปเปิ้ล มะละกอสุก ฝรั่ง อโวคาโด แตงโม มะนาว เป็นต้น มีวิตามินซีอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะช่วยในการสร้างเส้นใยคอลลาเจน ทำให้ผิวพรรณของใบหน้าดูสดใส และเต่งตึงมากยิ่งขึ้น
7. น้ำสะอาด หากร่างกายได้รับไม่เพียงพอในแต่ละวันก็จะทำให้ผิวพรรณไม่สดใสอย่างที่ควร การดื่มน้ำที่เพียงพอยังช่วยในการรักษาความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ และป้องกันเซลูไลต์ได้อีกด้วย ซึ่งปริมาณของน้ำที่ควรดื่มในแต่ละวันอยู่ที่ประมาณ 8 แก้ว และควรดื่มด้วยวิธีการจิบทีละน้อย อย่าดื่มรวดเดียวในปริมาณมากๆจะส่งผลดีกับร่างกายมากกว่า
8. ชาเขียว มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระมาก ช่วยในการขับสารพิษออกจากร่างกาย จึงส่งผลให้ผิวสวยสดใสมากยิ่งขึ้น
9. น้ำมะพร้าว ในน้ำมะพร้าวจะประกอบด้วยสารเอสโตรเจนที่ช่วยในการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวเนียนสดใสมากขึ้น
10. หอยนางรม อุดมไปด้วยซิงค์ คอปเปอร์ (สังกะสี) ที่ทำหน้าที่ในการต่อต้านการเกิดสิว และช่วยทำให้ผิวมีความยืดหยุ่นมากขึ้นอีกด้วย
11. หัวมัน เช่น มันเทศ มันฝรั่ง เป็นต้น อุดมไปด้วยสารเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยในการสร้างเซลล์ใหม่ให้กับผิวหนัง นอกจากนี้ยังมี ซิงค์ คอปเปอร์ (สังกะสี) ช่วยในการบำรุงผิวหนัง แต่อาหารที่ทำจากมันฝรั่งควรเป็นการอบเท่านั้น หากเป็นมันฝรั่งทอดกรอบ หรือถูกแปรรูปเป็นเฟรนช์ฟราย จะกลายเป็นการเพิ่มปริมาณเกลือและไขมันจากน้ำมันให้กับร่างกายโดยไม่ทันรู้ตัว
12. พริกหวาน ให้วิตามินซีมากกว่าสูงมากกว่าส้มถึง 2-3 เท่า ซึ่งจะช่วยในการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวหนัง ทำให้ผิวมีสุขภาพดี และช่วยป้องกันรังสียูวีจากแสงแดดอีกด้วย
13. โยเกิร์ต ช่วยในการขับถ่าย ทำให้ผิวพรรณสดใส สุขภาพดี และไม่หมองคล้ำ

การเลือกรับประทานอาหารที่ถูกต้องในแต่ละวัน จะเป็นการช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวหน้าของคุณสาวๆแข็งแรง หน้าใส และที่สำคัญที่สุดคือ ช่วยทำให้ผิวแข็งแรง พร้อมยังเป็นการช่วยปกป้องผิวไม่ให้ถูกทำลายจากมลภาวะในสิ่งแวดล้อมที่ต้องพบในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย

        สำหรับใครที่มีปัญหาข้างต้นต้องการหา ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในเรื่อง สารต้านอนุมูลอิสระ และความเสื่อมของระบบในร่างกาย สมรรถภาพ มะเร็ง เบาหวาน ลดสิว กระ จุดด่างดำ ฝ้า แก่ก่อนวัย และปัญหาผิว ทางเว็บไซต์ขอแนะนำให้ดูคลิปรายการ และคลิปคุณหมอ เรื่องสารสกัด ASTAXANTHIN (แอสตาแซนธิน) ด้านล่างนี้ได้เลย หรือ PDF รายละเอียดสินค้า

aesta-promotion

Check our Featured products! สินค้าขายดี!!