บำรุงไต ด้วย สารสกัด จากธรรมชาติ

         การบำรุงไตเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าคุณจะป่วยเป็นโรคไตหรือไม่ เนื่องจากถ้าไตแข็งแรงก็จะส่งผลดีต่อการสร้างเสริมสุขภาพในหลายๆด้าน หนึ่งในนั้นคือการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ไตที่แข็งแรงจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาว Macrophage ในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมต่างๆ เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส หรือเซลล์มะเร็ง เป็นต้น
ไม่เพียงแค่นั้น การบำรุงไตยังมีส่วนช่วยปรับระบบภูมิคุ้มกันให้อยู่ในภาวะสมดุล ซึ่งเมื่อระบบภูมิคุ้มกันสมดุลก็ทำให้อาการของโรคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันสามารถหายขาดได้ อย่างโรคภูมิแพ้ หอบหืด โรค SLE โรคปวดข้อรูมาตอยด์ โรคสะเก็ดเงิน เป็นอาทิ ดังนั้น การบำรุงไตจึงจำเป็นสำหรับทุกคน บทความนี้จึงได้หยิบสารสกัดจากธรรมชาติที่มีส่วนช่วยในการบำรุงไตมาให้ท่านผู้อ่านได้รู้จักกัน


สารสกัดจากธรรมชาติ บำรุงไต

1.เก๋ากี้ แค่ชื่อก็รู้แล้วว่าเป็นสมุนไพรจีน โดยเก๋ากี้นั้นมีสารอาหารต่างๆมากมายที่ช่วยการทำงานของเซลล์ และอวัยวะได้แก่ betaine, วิตามิน A, B1, B2, calcium, phosphorus, iron, zeaxanthin จากการศึกษาพบว่าสารสกัดจากเก๋ากี้ช่วยยับยั้งการสะสมไขมันในเซลล์ ช่วยในการเกิดใหม่ของเซลล์ตับ บำรุงไต ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และลดความดัน ช่วยสร้างเม็ดเลือดให้แข็งแรง ปรับปรุงเซลล์เม็ดเลือดขาว เพิ่มสมรรถภาพทางเพศช่วยระบบเจริญพันธุ์ ลดอาการอักเสบและโรคไขข้ออักเสบ
2.เห็ดหลินจือ ช่วยรักษาโรคไตอักเสบ ไตวาย เนื่องจากเห็ดหลินจือช่วยละลายใยแผลเป็นให้อ่อนตัว ไม่ให้รัดเส้นเลือดที่เลี้ยงไต เพื่อให้เลือดไหลไปเลี้ยงไตได้ จึงทำให้ไตทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีสารนิวคลีโอไชด์ มีคุณสมบัติละลายลิ่มเลือด ไม่ให้ลิ่มเลือดเกาะตัวง่ายจนทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือด ช่วยทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ที่สำคัญเห็ดหลินจือเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยม
3.พุทราจีน ถูกใช้อย่างกว้างขวางในศาสตร์การแพทย์แผนจีน เพราะพุทราจีนประกอบไปด้วยวิตามินซีจำนวนมาก ทั้งยังมีโปรตีน น้ำตาล และวิตามินบี-2 ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์ ผลวิจัยพบว่า ผู้ที่รับประทานผลพุทราจีนเป็นประจำ จะสามารถหลีกเลี่ยงต่ออาการผนังเส้นเลือดแข็งตัว ผนังเส้นเลือดหัวใจตีบตัน หรือเส้นเลือดในสมองแตก การมีปริมาณคอเลสเตอรอลภายในร่างกายสูง เนื่องจากสารเพคทิน (Pectin) ในพุทราจีนจะช่วยจับโลหะหนักที่ตกค้างในร่างกายและลดคลอเลสเตอรอลได้ มีประโยชน์ต่อไต

4.เส็กตี่ หรือ Chinese foxglove มีสรรพคุณช่วยบำรุงไตให้ชุ่มชื้นมีประโยชน์ต่อผู้ที่มีพลังไตอ่อนแอ นอกจากนี้เส็กตี่ยังช่วยในการบำรุงเลือด ดังนั้น จึงมีผลทำให้อายุยืน ร่างกายกระปรี้กระเปร่า อ่อนกว่าวัย และยังใช้เป็นยาบำรุง ลดความดัน และลดระดับน้ำตาลในเลือด ขับปัสสาวะ มีฤทธิ์ระบาย แก้ร้อนใน ลดระดับคลอเลสเตอรอล และเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับอวัยวะสืบพันธุ์ทั้งหญิงและชายอีกด้วย
กระนั้นก็ตาม ผู้ที่เป็นโรคไต รวมถึงผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะเป็นโรคไต ควรควบคุมอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน โดยควรทำตามคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ควบคู่ไปกับการรับประทานสมุนไพรบำรุงไตข้างต้น รับรองว่าไตจะกลับมาแข็งแรงขึ้น

อาหารที่ควรควบคุม
คนที่เป็นโรคไตหรืออยู่ในภาวะเสี่ยง ควรงดอาหารที่มีเกลือโซเดียมมาก อาหารที่มีรสเค็ม เกลือ น้ำปลา ซีอิ๊ว ผงชูรส เพราะไตไม่สมารถขับโซเดียมออกจากร่างกายได้หรือขับได้น้อยผิดปกติ เมื่อเกลือในร่างกายมีมาก จะเกิดการอุ้มน้ำเอาไว้มากเกินไป จนคนที่เป็นโรคไตมีอาการบวม นอกจานั้นยังควรจำกัดโปรตีน แนะนำว่าในแต่ละวัน อาหารที่เป็นเนื้อสัตว์น่าจะมีปริมาณวันละเท่ากับ 1 ฝ่ามือ แต่สำหรับคนที่เป็นโรคไตเนฟโฟรติก มีการสูญเสียโปรตีนในปัสสาวะ ให้ใช้วิธีกินโปรตีนคุณภาพสูงเข้าไปทดแทน คือกินเฉพาะไข่ขาวในระหว่างที่ตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะ

วิธีนี้จะดีกว่าการรับประทานอาหารโปรตีนมากๆ เพื่อป้องกันการสูญเสียทางไต และแนะนำว่าให้กินไข่ขาววันละ 4-6 ฟอง จะช่วยทดแทนโปรตีนที่สูญเสียไปกับปัสสาวะในแต่ละวัน หากไม่มีโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะแล้วก็ให้งดการกินไข่ขาวไป ที่สำคัญควรงดสารปนเปื้อนในอาหารเด็ดขาด เช่น สีผสมอาหาร กลิ่นสังเคราะห์ รสชาติสังเคราะห์ สารกันบูด กันเชื้อรา ฯลฯ เพราะสารเคมีเหล่านี้ล้วนเป็นภาระให้ไตต้องขับออกนอกร่างกาย หรือทำงานหนักมากขึ้นนั่นเอง

สำหรับใครที่มีปัญหาข้างต้นต้องการหา ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในเรื่อง สารต้านอนุมูลอิสระ และความเสื่อมของระบบในร่างกาย สมรรถภาพ มะเร็ง เบาหวาน ลดสิว กระ จุดด่างดำ ฝ้า แก่ก่อนวัย และปัญหาผิว ทางเว็บไซต์ขอแนะนำให้ดูคลิปรายการ และคลิปคุณหมอ เรื่องสารสกัด ASTAXANTHIN (แอสตาแซนธิน) ด้านล่างนี้ได้เลย หรือ PDF รายละเอียดสินค้า

aesta-promotion

Check our Featured products! สินค้าขายดี!!

อาหาร เสริม บำรุง สุขภาพ ร่างกายแข็งแรง

         หลายคนอาจคิดว่าอาหาร เสริม บำรุง สุขภาพ คงไม่จำเป็นสำหรับร่างกาย แต่จริงๆแล้วมันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุกคน เนื่องจากคุณค่าอาหารที่เรารับประทานในปัจจุบันมีลดน้อยลงจนอาจเรียกได้ว่า ไม่เพียงพอต่อร่างกาย โดยเฉพาะพวกผักและผลไม้ที่ควรรับประทานแบบสดๆจึงจะให้คุณค่าทางโภชนาการสูง แต่ ณ ขณะนี้ส่วนใหญ่จะใช้สารเคมีในการปลูก ผนวกกับกรรมวิธีการปรุงอาหาร กว่าจะมาถึงเรา สารอาหารที่เป็นประโยชน์ก็ถูกลดหย่อนลงไปจนอาหารบางอย่างแทบจะไม่มีสารอาหารเหลือไว้เลย
         ด้วยเหตุผลดังกล่าว อาหาร เสริม บำรุง สุขภาพ จึงได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งส่วนมากจะใช้ตามอาการ เช่น บำรุงสมอง บำรุงสายตา บำรุงผิว แก้ปวดข้อปวดกระดูก เป็นต้น อย่างไรก็ดี อาหาร เสริม บำรุง สุขภาพ ไม่จำเป็นต้องรอให้เห็นอาการ แต่สามารถรับประทานได้ เพราะเป็นอาหารเสริม ไม่ใช่ยารักษาโรค หากรับประทานอย่างถูกต้องก็จะไม่เป็นอันตรายใดๆ เพื่อความกระจ่างมากขึ้น มาดูกันว่าคุณเหมาะกับอาหาร เสริม บำรุง สุขภาพแบบไหน


อาหาร เสริม บำรุง สุขภาพ

         1.ไฟเบอร์ (Fiber) หรือที่เรียกกันว่า ใยอาหาร ช่วยในการทำงานของลำไส้ ให้ขับถ่ายได้ดีขึ้น แก้อาการท้องผูก และป้องกันการเกิดริดสีดวง สามารถลดระดับคอเลสเตอรอล ควบคุมระดับน้ำตาล รวมถึงสามารถป้องกันมะเร็งลำไส้ได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มกากใยในระบบทางเดินอาหาร เหมาะสำหรับผู้ที่ได้รับไฟเบอร์ไม่เพียงพอต่อวัน หรือผู้ที่ไม่ชอบรับประทานผักใบเขียวนั่นเอง
         2.น้ำมันปลา (Fish Oil) มีส่วนผสมของโอเมก้า 3 EPA และ DHL จะช่วยใน 3 เรื่องใหญ่ๆคือ ช่วยพัฒนาในเรื่องความจดจำเรียนรู้ และยังสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ ช่วยบำรุงหัวใจให้แข็งแรง ยับยั้งความเสี่ยงต่ออาการหัวใจวาย และช่วยบำรุงสำหรับสาวๆที่กำลังตั้งครรภ์และขณะให้นมบุตร
         3.แมกนีเซียม ถือเป็นโคเอนไซม์ที่สำคัญที่สุดชนิดหนึ่งในร่างกายที่จะทำงานร่วมกับแคลเซียม ซึ่งจะช่วยให้การผลิตฮอร์โมนต่างๆเป็นปกติ มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบกล้ามเนื้อและเซลล์ต่างๆ มีผลต่อการทำงานของระบบประสาท ระบบย่อยอาหาร ระบบสืบพันธุ์ ระบบเลือด และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะโรคความเครียด ไมเกรน และภาวะกระดูกพรุน ถ้าได้รับประทานร่วมกับแคลเซียม จะช่วยกันทำงานได้ดีมากและช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ป้องกันภาวะกระดูกพรุนได้เป็นอย่างดี

         4.แคลเซียม เป็นแร่ธาตุที่มีอยู่ในร่างกายมากกว่าแร่ธาตุอื่นๆ แคลเซียมและฟอสฟอรัส จะทำงานร่วมกันเพื่อช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง โดยร้อยละ 20 ของแคลเซียมในกระดูกของวัยผู้ใหญ่ จะถูกย่อยสลายและสร้างใหม่ทุกปี นอกจากนี้ร่างกายจำเป็นต้องมีวิตามินดีที่เพียงพอ แคลเซียมจึงจะดูดซึมได้ดี ทั้งนี้ ในอาหาร เสริม บำรุง สุขภาพโดยส่วนใหญ่จะมีวิตามินรวมและแร่ธาตุที่จะใส่แคลเซียมอยู่ด้วย เพราะเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกาย
         5.วิตามินรวม มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการ เช่น การเจริญเติบโต ระบบย่อยอาหาร ระบบประสาท และต่อต้านเชื้อโรค วิตามินยังมีบทบาทในการเปลี่ยนอาหารไปเป็นพลังงานโดยขบวนการทางเคมี วิตามินแบ่งออกเป็นชนิดละลายในน้ำและละลายในไขมัน ซึ่งจะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป วิตามินบางตัวเป็น antioxidants ซึ่งป้องกันเซลล์มิให้ถูกทำลาย ชะลอความแก่ ป้องกันมะเร็งจากอนุมูลอิสระ (free radical) สมัยก่อนเชื่อว่าหากรับประทานอาหารได้ตามปกติ ก็ไม่จำเป็นต้องได้รับวิตามินเสริม แต่ปัจจุบันได้มีรายงานว่าการรับวิตามินเกินความต้องการของร่างกาย อาจจะทำให้ป้องกันโรคได้ เช่น โรคหัวใจ เป็นต้น

         6.สารสกัดจากใบแปะก๊วย ขอเสริมด้วยสารสกัดอีกหนึ่งตัวที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในตอนนี้ นั่นก็คือสารสกัดจากใบแปะก๊วย ที่ช่วยในเรื่องการป้องกันและรักษาโรคอัลไซเมอร์ บำรุงความจำ ป้องกันและรักษาแผลเรื้อรังที่เกิดจากโรคเบาหวาน ช่วยบำรุงสายตา อาการชา มือเท้าเย็น และอาการตะคริว เหน็บชา และยังช่วยเสริมสร้างฮอร์โมนในเพศชายอีกด้วย
         จะสังเกตได้ว่าอาหาร เสริม บำรุง สุขภาพ ต่างก็มีความจำเป็นต่อร่างกาย โดยจะทำให้สุขภาพแข็งแรง ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่างๆที่พร้อมจะมาเยือนเราได้ทุกเมื่อ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การรับประทานอาหารเสริมควรใช้ตามคำแนะนำที่ถูกต้องเหมาะสม จึงจะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพ

สำหรับใครที่มีปัญหาข้างต้นต้องการหา ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในเรื่อง สารต้านอนุมูลอิสระ และความเสื่อมของระบบในร่างกาย สมรรถภาพ มะเร็ง เบาหวาน ลดสิว กระ จุดด่างดำ ฝ้า แก่ก่อนวัย และปัญหาผิว ทางเว็บไซต์ขอแนะนำให้ดูคลิปรายการ และคลิปคุณหมอ เรื่องสารสกัด ASTAXANTHIN (แอสตาแซนธิน) ด้านล่างนี้ได้เลย หรือ PDF รายละเอียดสินค้า

aesta-promotion

Check our Featured products! สินค้าขายดี!!

มาดูสารอาหาร ต่อต้าน อนุมูล อิสระ

         เชื่อว่าทุกคนต้องเคยได้ยินคำว่า “อนุมูลอิสระ” ทว่ายังมีอีกหลายคนที่ยังไม่ทราบความหมายที่แท้จริง โดยเข้าใจกันแต่เพียงว่า มันเป็นสารพิษที่ไม่ดีต่อร่างกาย ซึ่งจริงๆแล้ว อนุมูลอิสระ (Free Radical) คือโมเลกุลที่มีธาตุไม่มั่นคงเนื่องจากขาดอิเล็คตรอนไป 1 ตัว ขณะที่โดยปกติแร่ธาตุทั้งหลายในร่างกายของเราจะมีอิเล็คตรอน (ประจุไฟฟ้าลบ) อยู่วงรอบเป็นจำนวนคู่ (เช่น 2,4,6,8…) จึงจะทำให้โมเลกุลนั้นคงตัว
         แต่ในกรณีที่โมเลกุลนั้นสูญเสียอิเล็คตรอนไป 1 ตัว ก็จะทำให้โมเลกุลนั้นไม่เสถียร และอยู่นิ่งไม่ได้ ต้องเข้าไปทำปฏิกิริยากับโมเลกุลต่างๆในร่างกายเพื่อเข้าไปแย่งชิงอิเล็คตรอน เมื่อโมเลกุลต่างๆในร่างกายถูกแย่งชิงอิเล็คตรอนไปก็จะอยู่นิ่งไม่ได้เช่นกัน จึงไปแย่งอิเล็คตรอนจากโมเลกุลอื่นๆเป็นลูกโซ่ต่อไปอีกเป็นทอดต่อไปไม่รู้จบสิ้น   

   
         ดังนั้น อนุมูลอิสระจึงเปรียบเหมือนสารพิษต่อเซลล์ร่างกาย ถ้ามีมากในเซลล์ก็จะเป็นอันตรายได้ โดยถึงขั้นทำลายสารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) เยื่อหุ้ม แต่เซลล์ร่างกายพวกเม็ดเลือดขาวก็ใช้สารพวกนี้กำจัดแบคทีเรีย หลังจากที่เซลล์กินแบคทีเรียเข้าไปในตัวแล้ว อย่างไรก็ตาม อนุมูลอิสระมีผลต่อการอักเสบ การทำลายเนื้อเยื่อระยะสั้น และในระยะยาวอาจมีผลต่อความเสื่อมของเซลล์ และอาจเป็นสารก่อมะเร็ง โรคหัวใจ ต้อกระจก ฯลฯ
         เมื่อพอเข้าใจกันคร่าวๆแล้ว ต่อไปมาดูกันว่าเราจะจัดการเจ้าวายร้ายอย่างอนุมูลอิสระไปได้อย่างไร โดยบทความนี้ได้นำสารอาหาร ต่อต้าน อนุมูล อิสระ มาให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกัน


สารอาหาร ต่อต้าน อนุมูล อิสระ

         1.วิตามินซี อาหารที่ให้วิตามินซีสูง เช่น ฝรั่ง ส้ม มะขามป้อม มะละกอสุก พริกชี้ฟ้าเขียว บลอกโคลี ผักคะน้า ยอดสะเดา ใบปอ ผักหวาน ผักกาดเขียว ตำลึง ผักบุ้ง เป็นต้น
         2.วิตามินอี มีมากในน้ำมันพืชต่างๆ เช่น น้ำมันจากจมูกข้าวสาลี น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย เมล็ดทานตะวัน เมล็ดอัลมอนด์ จมูกข้าวสาลี
         3.ซีลีเนียม มีมากในอาหารทะเล ปลาทูน่า เนื้อสัตว์และตับ บะหมี่ ไก่ ปลา ขนมปังโฮลวีต
         4.วิตามินเอ มีมากในตับหมู ตับไก่ ไข่โดยเฉพาะไข่แดง น้ำนม พืชผักที่มีสีเขียวเข้ม ผลไม้ที่มีสีเหลืองส้ม เช่น ผักตำลึง ผักกวางตุ้ง ผักบุ้ง ฟักทอง มะม่วงสุก มะละกอสุก มะเขือเทศ

         5.แคโรทีนอยด์ (เบต้าแคโรทีน ลูทีน และไลโคปีน) มีมากในผักที่มีสีเขียวเข้ม ผลไม้ที่มีสีเหลืองส้ม เช่น ผักตำลึง ผักกวางตุ้ง ผักบุ้ง ฟักทอง มะม่วงสุก มะละกอสุก มะเขือเทศ
         เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และวิตามินอี เป็นกลุ่มของสารอาหาร ต่อต้าน อนุมูล อิสระที่ดีเยี่ยม ป้องกันไม่ให้ให้ร่างกายเกิดการอักเสบ ทำลายเนื้อเยื่อ เกิดต้อกระจกในผู้สูงอายุ โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด สารอาหาร ต่อต้าน อนุมูล อิสระ ทั้ง 3 ตัว โดยเฉพาะเบต้าแคโรทีนจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ยับยั้งการก่อกลายพันธุ์ ป้องกันเนื้องอก ลดความเสี่ยงการเป็นต้อกระจก มะเร็งและหัวใจได้ดี จึงควรรับประทานผลไม้ในปริมาณมากๆทุกวัน

สมุนไพรต่อต้านอนุมูลอิสระ
         จากข้อมูลของเว็บไซต์ ASTV ผู้จัดการออนไลน์ ระบุว่าสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระพบว่ามีทั้งหมด 30 ชนิด แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่
         1.ประเภทชาชง ได้แก่ รางจืด ชาดำ พลูคาว ชาเขียว ฟ้าทลายโจร หญ้าหวาน บอระเพ็ด หญ้าดอกข้าว กระเจี๊ยบ ดอกคำฝอย มะตูม ใบบัวบก และชาฤาษี

         2.ประเภทเครื่องดื่มพร้อมบริโภค ได้แก่ น้ำมะขามป้อม น้ำสมอไทย น้ำมะม่วงหิมพานต์ น้ำมะเกี๋ยง น้ำกระเจี๊ยบ น้ำมะเฟือง น้ำเม่า น้ำองุ่น น้ำลูกยอ น้ำสตอเบอรี่ น้ำว่านชักมดลูก น้ำกระชายดำ และน้ำเก็กฮวย
         3.ประเภทเครื่องดื่มผง ได้แก่ เครื่องดื่มผงใบเตยและหญ้าหนวดแมว
         นอกจากอาหาร ต่อต้าน อนุมูล อิสระแล้ว สิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ห่างไกลจากโรคภัย และสารอนุมูลอิสระ นั่นก็คือการพักผ่อนอย่างเพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะจะช่วยให้เลือดสูบฉีด หัวใจแข็งแรง สุขภาพดี โดยไม่ต้องพึ่งยาหรืออาหารเสริมให้เปลืองงบประมาณ เป็นวิธีดูแลร่างกายแบบเบสิคที่ทุกคนควรเอาใจใส่ ไม่ควรปล่อยปละละเลย จะได้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ปราศจากโรคภัยกันถ้วนหน้า

สำหรับใครที่มีปัญหาข้างต้นต้องการหา ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในเรื่อง สารต้านอนุมูลอิสระ และความเสื่อมของระบบในร่างกาย สมรรถภาพ มะเร็ง เบาหวาน ลดสิว กระ จุดด่างดำ ฝ้า แก่ก่อนวัย และปัญหาผิว ทางเว็บไซต์ขอแนะนำให้ดูคลิปรายการ และคลิปคุณหมอ เรื่องสารสกัด ASTAXANTHIN (แอสตาแซนธิน) ด้านล่างนี้ได้เลย หรือ PDF รายละเอียดสินค้า

aesta-promotion

Check our Featured products! สินค้าขายดี!!

เส้นเลือดตีบตัน…ภัยเงียบที่ไม่ควรประมาท

         ปัจจุบันมีผู้ป่วยเป็นโรคเส้นเลือดตีบตันเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ ซึ่งมีแนวโน้มสูงมากที่จะเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตามมา โดยในปีที่ผ่านมาพบว่ามีจำนวนผู้เสียชีวิตอันเนื่องมาจากโรคดังกล่าวกว่า 10 ล้านคน และคาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า จำนวนการตายจะเพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านคน ในจำนวนนี้ 13 ล้านคนมาจากประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก
         สำหรับประเทศไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาพบว่า มีอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มสูงขึ้นถึง 20 เท่า โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือ ทั้งนี้ สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากการใช้ชีวิตประจำวันที่เร่งรีบ การทำงานที่แข่งขันกับเวลา ภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ความดันสูง เบาหวาน ความอ้วน การสูบบุหรี่ การขาดการออกกำลังกาย ความเครียด และอาหาร


เส้นเลือดตีบตัน คืออะไร

         โรคเส้นเลือดตีบในที่นี้ หมายถึงหลอดเลือดแดงขนาดกลาง หรือเส้นใหญ่ มีการสะสมของไขมันและแคลเซียมที่ผนังด้านในของหลอดเลือดแดง เมื่อสะสมมีขนาดใหญ่พอ ก็จะทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะน้อยลง ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดตีบตัน และมีผลทำให้เกิดอาการร้ายแรงตามมา เช่น โรคหลอดเลือดในสมอง หลอดเลือดหัวใจตีบตัน กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น
         โดยสาเหตุทางการแพทย์ยังไม่ทราบทั้งหมด แต่ก็มีข้อสันนิฐานของการเกิดเส้นเลือดตีบตันได้จากการได้ผลกระทบที่ผนังหลอดเลือดแดง (intima) ซึ่งอาจจะเกิดจากแรงดันของความดันโลหิต การอักเสบจากโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกัน โรคติดเชื้อบางชนิดเช่น Chlamydia pneumoniae or Helicobacter pylori) หรือเชื้อไวรัสบางตัวเช่น cytomegalovirus สารเคมีในร่างกาย เช่น ไขมัน Cholesterol น้ำตาล

         เมื่อผนังหลอดเลือดแดงได้รับอันตรายไม่ว่าจะเกิดจากไขมัน หรือการติดเชื้อ ก็จะมีเม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า Monocyte หรือ Macrophage มาจัดการกับสิ่งแปลกปลอมนั้น เมื่อเวลาผ่านไปก็จะเกิดเป็นคราบหรือที่เรียกว่า Plaque ซึ่งจะมีขนาดใหญ่จนบางครั้งอาจจะอุดทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะน้อยลง
         แต่ก็มีบางภาวะโดยเฉพาะคราบที่เกิดใหม่ซึ่งส่วนประกอบของคราบจะเป็นไขมัน โดยที่มีผังผืด Fibrous capsule ไม่แข็งแรง เมื่อเจอภาวะที่แรงดันเลือดสูงทำให้คราบนั้นฉีกขาด ร่างกายก็จะมีเกล็ดเลือด เม็ดเลือดขาวมายังที่เกิดการฉีกขาด ทำให้เกิดลิ่มเลือด Thrombus ซึ่งอาจจะอุดตันเส้นเลือดดังกล่าวหรืออาจจะหลุดลอยไปอุดเส้นเลือดส่วนปลายทำให้เกิดเส้นเลือดตีบตัน

ผลกระทบจากเส้นเลือดตีบตัน
         อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่า หากมีภาวะเส้นเลือดตีบตัน จะทำให้เกิดโรคร้ายแรงตามมามากมาย หนึ่งในโรคที่เป็นกันมากคือ “โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน” ซึ่งอาจกว่าได้ว่าเกิดจากความเสื่อมของเส้นเลือด ผลพวงของการมีไขมันและการสะสมของหินปูนไปเกาะเส้นเลือดแดง จนเกิดการอุดตันหรือเส้นเลือด ปริแตกเกิดขึ้น จึงส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยง บางรายอาจทำให้เสียชีวิตแบบเฉียบพลันได้ ส่วนเหตุที่ทำให้หลอดเลือดหัวใจเสื่อม เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น การสูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน และโรคอ้วน ซึ่งทำให้เส้นเลือดตีบ

         สำหรับการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันที่ได้รับความนิยม คือการขยายหลอดเลือดที่ตีบด้วย บอลลูน และใส่ขดลวดค้ำยัน ในรายที่มีหลอดเลือดตีบหลายตำแหน่ง การรักษาที่เป็นมาตรฐาน มักจะใช้วิธีการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ หรือที่รู้จักกันว่า “การทำบายพาส” นั่นเอง
         เห็นไหมว่าเส้นเลือดตีบตัน เปรียบเสมือนภัยเงียบที่ไม่ควรประมาท ถ้าไม่อยากเผชิญกับโรคร้ายนี้ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่จะเป็นการลดปัจจัยเสี่ยง เช่น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนัก และอาหารการกิน โดยให้รับประทานผัก ผลไม้ รวมถึงอาหารที่มีเส้นใยสูง ที่สำคัญควรหากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด ทำจิตใจให้สบาย นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และต้องหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี

สำหรับใครที่มีปัญหาข้างต้นต้องการหา ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในเรื่อง สารต้านอนุมูลอิสระ และความเสื่อมของระบบในร่างกาย สมรรถภาพ มะเร็ง เบาหวาน ลดสิว กระ จุดด่างดำ ฝ้า แก่ก่อนวัย และปัญหาผิว ทางเว็บไซต์ขอแนะนำให้ดูคลิปรายการ และคลิปคุณหมอ เรื่องสารสกัด ASTAXANTHIN (แอสตาแซนธิน) ด้านล่างนี้ได้เลย หรือ PDF รายละเอียดสินค้า

aesta-promotion

Check our Featured products! สินค้าขายดี!!

ไตวาย อันตรายถึงชีวิตที่หลายคนมองข้าม

         “ไต” เป็นอวัยวะสำคัญ ที่ทำหน้าที่คอยช่วยกรองของเสียออกจากเลือด นอกจากนี้ไตยังมีส่วนช่วยในการควบคุมความดันโลหิต ให้มีความสมดุล การผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงภายในร่างกาย ดังนั้นเมื่อเกิดอาการไตวาย หรือไตล้มเหลวขึ้น จะทำให้ร่างกายเกิดความอ่อนแอ หายใจถี่ ง่วง ความสับสนมึนงง และที่สำคัญที่สุดเลยคือ ร่างกายไม่สามารถที่จะแยกเอาโพแสเซียมออกจากกระแสเลือด จนนำไปสู่จังหวะการเต้าของหัวใจที่ผิดปกติ ซึ่งร้ายแรงถึงแก่ชีวิตได้ในที่สุด
 มีหลายสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการไตวาย การรักษาที่ดีในขั้นต้นสำหรับบางสาเหตุอาจจะเริ่มจากการเยียวยารักษาไตให้กลับมาเป็นปกติ และอาจจำเป็นที่จะต้องใช้ความพยายามตลอดทั้งชีวิตในการควบคุมความดันโลหิต และโรคเบาหวาน แต่อาการไตวายอาจจะมีความรุนแรงมากขึ้น ภายในปัจจัย และสถานการณ์ต่างๆ เนื่องจากอายุการทำงานของไตที่เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่เซลล์ทำงานของไตมีการเสื่อมสภาพมากขึ้นไปตามวันเวลาที่ผ่านไป อย่างไรก็ตามหากไตเกิดอาการล้มเหลว หรือไตวายอย่างสิ้นเชิง หนทางรักษาที่เหลืออยู่จะมีเพียงทางเดียว นั่นก็คือการล้างไต หรือปลูกถ่ายเท่านั้น

บทบาทหน้าที่ของไตภายในร่างกาย
 ไต อยู่ในร่างกายบริเวณช่องท้องค่อนไปทางด้านหลัง ในด้านของกระดูกสันหลัง ไตจะทำหน้าที่ในการคัดกรองของเสียออกจากกระแสเลือดผ่านทางหลอดเลือดแดงใหญ่โดยตรง พร้อมกับส่งเลือดผ่านกลับสู่หัวใจผ่านทางหลอดเลือดดำของไต
   นอกจากนี้ ไต ยังมีความสามารถในการตรวจสอบปริมาณของเหลวในร่างกาย ความเข้มข้นของอิเล็กโทร เช่น โซเดียม และโพแทสเซียม รวมไปถึงความสมดุลของกรดต่างๆในร่างกายให้อยู่ในระดับมาตราฐาน ไตจะทำหน้าที่ช่วยกรองของเสียจากการเผาผลาญของร่างกายอื่นๆ เช่น ยูเรีย จากการเผาผลาญโปรตีน และกรดยูริค จากการสลายดีเอ็นเอ เป็นต้น
 เมื่อเลือดไหลไปที่ไต เซ็นเซอร์ภายในเซลล์จะทำหน้าที่คอยควบคุมว่าร่างกายจะมีการขับของเสียที่ถูกกรองออกปริมาณมากน้อยเพียงใด ผ่านการปัสสาวะ ถ้าหากคนที่ร่างกายขาดน้ำมาก เช่น หลังการออกกำลังกาย หรือการเจ็บป่วย ปัสสาวะจะมีสีเข้ม ไตจะทำการคัดกรองของเสียเข้าไปในปริมาณมากที่สุด โดยปัสสาวะให้น้อยที่สุด เพื่อรักษารดับภายในร่างกายเอาไว้ แต่ถ้าหากระดับน้ำในร่างกายสูง ปัสสาวะก็จมีสีอ่อนลง นอกจากนี้ไต ยังทำหน้าที่ในการความคุมการสร้างเม็ดเลือดแดงภายในร่างกายอีกด้วย

อาการไตวาย ข้อเท็จจริงของอันตรายที่คุณควรทราบ
 เมื่อเกิดอาการไตวาย โดยเฉพาะอาการไตวายฉียบพลัย ความสามารถในการทำงานของไตจะหายไปอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากคนเราจะมีไตอยู่สองข้าง ถ้าหากโชคดีมีเพียงไตด้านเดียวที่เกิดอาการล้มเหลว แพทย์สามารถที่จะถอดไตนั้นออกได้ แม้จะเหลือไตเพียงข้างเดียว คุณก็สามารถที่จะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปได้ตามปกติเช่นเดิม แต่ถ้าหากอาการไตวายเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์กับไตทั้งสองแล้วล่ะก็ คุณอาจจะเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้เช่นกัน จากการสะสมของเสียเอาไว้ภายในกระแสเลือดที่มากจนเกินไป สำหรับอาการที่ก่อให้เกิดอาการไตวายขึ้น มีดังต่อไปนี้
 1.ปริมาณเลือดต่ำ การสูญเสียเลือด หรือน้ำภายในร่างกายในปริมาณมากๆ
 2.การบริโภคของเหลวที่ไม่ดี เช่น ยาขับปัสสาวะ ที่ก่อให้เกิดการสูญเสียน้ำภายในร่างกายที่มากจนเกินไป
3.การไหลเวียนของเลือดที่ผิดปกติ ที่มักเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การอุดตันของหลอดเลือดแดงไต หลอดเลือดดำ เป็นต้น
4.แบคทีเรีย การติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด โดยเฉพาะในทางเดินปัสสาวะ นำไปสู่การเกิดอาการไตอักเสบ และการปิดของไต
 5.ยาบางชนิดที่เป็นพิษต่อไต เช่น Nonsteroidal ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs) เช่น ibuprofen (แอ๊ด Motrin และอื่น ๆ ) และ naproxen (Aleve, Naprosyn) ยาปฏิชีวนะเช่น aminoglycosides GENTAMICIN (Garamycin), tobramycin ,ลิเธียม (Eskalith, Lithobid) เป็นต้น ยาเหล่านี้บางครั้ง จะทำให้กล้ามเนื้อ ระบบการกรองของไตอุดตัน หรือได้รับความบาดเจ็บ ที่อาจนำไปสู่อาการไตวาย ในที่สุด

สำหรับใครที่มีปัญหาข้างต้นต้องการหา ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในเรื่อง สารต้านอนุมูลอิสระ และความเสื่อมของระบบในร่างกาย สมรรถภาพ มะเร็ง เบาหวาน ลดสิว กระ จุดด่างดำ ฝ้า แก่ก่อนวัย และปัญหาผิว ทางเว็บไซต์ขอแนะนำให้ดูคลิปรายการ และคลิปคุณหมอ เรื่องสารสกัด ASTAXANTHIN (แอสตาแซนธิน) ด้านล่างนี้ได้เลย หรือ PDF รายละเอียดสินค้า

aesta-promotion

Check our Featured products! สินค้าขายดี!!

เสื่อมสมรรถภาพ ใช่ว่าโลกจะแตก กับวิธีรักษาธรรมชาติแสนง่าย เพื่อคุณผู้ชายโดยเฉพาะ

         ปัญหาเสื่อมสมรรถภาพ เป็นหนึ่งในปัญหาทางเพศโลกแตก ที่สร้างความปวดหัวให้กับคุณผู้ชายมาทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะความมั่นใจในความเป็นชายของตัวเองถึงแม้จะเคยมีมากมายสักเพียงใด แต่พอได้เริ่มมีอาการเสื่อมสมรรถภาพ นกเขาไม่ขันขึ้นมาสักครั้งแล้วล่ะก็ เรียกได้ว่าศักศรีดิ์ความเป็นชาย แทบจะหายเกลี้ยงไปในบัดดลเลยทีเดียว แต่ช้าก่อน ใช่ว่าปัญหาเสื่อมสมรรถภาพจะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ถ้าหากรู้หลักการ และศึกษาอย่างจริงจังแล้วล่ะก็ ยังมีวิธีการรักษาตามธรรมชาติอีกมากมาย ที่คุณผู้ชายสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ในการรักษาอาการเสื่อมสมรรถภาพ ซึ่งสามารถติดตามอ่านได้ผ่านบทความชิ้นนี้กันเลย

ภาพรวมของอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
 อาการเสื่อมสมรรถภาพ เป็นปัญหาหาใหญ่ของผู้ชายทั้งโลก เพียงแต่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ชายที่ได้รับผลกระทบมีมากถึง 30 ล้านคน กว่าครึ่ง เป็นผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 75 ปี อาการเสื่อมสมรรถภาพ ในกลุ่มของผู้บายมักจะเรียกกันว่า “ความอ่อนแอ” เป็นสภาพที่ผู้ชายไม่สามารถแข็งตัว ในขณะที่กำลังปฎิบติภารกิจทางเพศได้ ในบางครั้งอาการเสื่อมสมรรถภาพจะทำให้เกิดความต้องการทางเพศที่ลดน้อยลงอีกด้วย

สาเหตุที่มักนำไปสู่การเกิดอาการเสื่อมสมรรถภาพ
1.ความเมื่อยล้า อ่อนเพลีย
2.ความเครียด

 3.ปัญหาความสัมพันธ์
4.ความวิตกกังวลในเรื่องประสิทธิภาพเรื่องบนตียงของตัวเอง
5.การดื่มแอลกฮอลล์
ร้อยละ 72 ของคนที่ติดสุราเรื้อรัง ได้รับการวินิจฉัยว่ามีความผิดปกติทางเพศ รวมถึงอากรหลั่งเร็ว
 6.การสูบบุหรี่
7.โรคภัยต่างๆ
เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ความอ้วน เส้นโลหิตตีบ โรคพาร์กิมสัน ต่อมลูกหมากโต เป็นต้น
การรักษาอาการเสื่อมสมรรถภาพแบบมาตราฐานั้น มีหลายวิธีเลยทีเดียว อาทิเช่น การใช้ยา ปั๊มสุญญากาศ  และการผ่าตัด แต่เชื่อว่าคุณผู้ชายส่วนใหญ่นิยมที่จะเลือกวิธีรักษาอาการเสื่อมสมรรถภาพจากธรรมชาติก่อน และจากการศึกษาวิจัยมากมายพบว่า มีตัวยาจากธรรมชาติหลายชนิด ที่ช่วยให้คุณสามารถรักษา และบรรเทาอาการเสื่อมสมรรถภาพของตัวเองได้จริง

ตัวเลือกวิธีการรักษาอาการเสื่อมสมรรถภาพจากธรรมชาติ
 สิ่งแรกที่มีความสำคัญในการรักษาอาการเสื่อมสมรรถภาพ คือ การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่เพิ่มอัตราเสี่ยงให้ตัวเอง ได้แก่ หมั่นออกกำลังกาย เลิกสูบบุหรี่ ลดปริมาณเครื่องดิ่มแอลกฮออล์ เป็นต้น หลังจากนั้น คุณก็สามารถที่จะใช้สมุนไพร และอาหารที่มีประโยชน์ในการบำรุงร่างกายจากธรรมชาติอื่นๆ ดังต่อไปนี้

         1.โสม การวิจัยโสมแดง ตั้งแต่ปี 2008 พบว่า การใช้โสมปริมาณ 600-1000 มิลลิกรัม สามครั้งต่อวัน สามารถช่วยในการรักษาอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้ นอกจากนี้ในการศึกษากลุ่มขนาดเล็กจำนวน 35 คน ที่ได้รับโสมปริมาณ 150-200 มิลลิกรัมต่อวัน ต่อเนื่องกันในระยะเวลา 3 เดือน พบว่า พวกเขาเหล่านั้นมีประสบการณืทางเพศที่ดีขึ้น อย่างมีนัยยะสำคัญ ทำให้โสมแดงมักถูกเรียกว่า “ยาไวอะกร้า จากธรรมชาติ” เลยทีเดียว
 2.การฝังเข็ม การศึกษาที่หลากหลายชี้ให้เห็นว่า การฝังเข็มที่ถูกนำมาใช้ในการรักษาอาการเสื่อมสมรรถภาพตั้งแต่ปี 1999 นั้น ช่วยปรับปรุงการแข็งตัวในกิจกรรมทางเพศได้มากถึงร้อยละ 39 ของผู้เข้าร่วมการทดสอบ และในการศึกษาต่อมาในปี 2003 มีรายงานว่า ร้อยละ 21 ของผู้ที่มีปัญหาทางเพศ เมื่อได้รับการฝังเข็ม ก็จะมีอาการแข็งตัวที่ดีมากยิ่งขึ้น
3.DHEA หรือ Dehydroepiandrosterone เป็นฮอร์โมนธรรมชาติ ที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นได้เองจากต่อมหมวกไต มันสามารถแปลงเป็นได้ทั้งสโตรเจน และออร์โมนเพศชายภายในร่างกาย ซึ่งสามารถหา DHEA ได้จากผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ทำจากลอย และถั่วเหลือง การศึกษาของมหาวิทยาลัยแมสซาซูเซต สหรัซอเมริกา พยบว่า ผู้ชายที่มีอาการนกเขาไม่ขัน มักมีระดับของ DHEA ต่ำ การศึกษษในปี 1999 พบว่า ผู้ชายที่ได้รับ DHEA ปริมาณ 50 มิลลิกรัม เป็นะระยะเวลานานครึ่งปี มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จในการรักษาอาการไม่แข็งตัวของเพศชาย

สำหรับใครที่มีปัญหาข้างต้นต้องการหา ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในเรื่อง สารต้านอนุมูลอิสระ และความเสื่อมของระบบในร่างกาย สมรรถภาพ มะเร็ง เบาหวาน ลดสิว กระ จุดด่างดำ ฝ้า แก่ก่อนวัย และปัญหาผิว ทางเว็บไซต์ขอแนะนำให้ดูคลิปรายการ และคลิปคุณหมอ เรื่องสารสกัด ASTAXANTHIN (แอสตาแซนธิน) ด้านล่างนี้ได้เลย หรือ PDF รายละเอียดสินค้า

aesta-promotion

Check our Featured products! สินค้าขายดี!!

สุขภาพดีได้ง่ายๆ ด้วยผักผลไม้บำรุงเลือด

         หลายคนอาจคิดว่าอาหารบำรุงเลือดนั้นจำกัดอยู่แต่เพียงจำพวกเนื้อสัตว์เท่านั้น แต่จริงๆแล้วยังมีพืชผักผลไม้อีกหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อโลหิต หรือช่วยในการบำรุงเลือดได้ ที่สำคัญคือผักผลไม้เหล่านั้นสามารถรับประทานได้โดยไม่ต้องกังวล เนื่องจากไม่มีไขมัน คอเลสเตอรอล และท็อกซิน เฉกเช่นที่เนื้อสัตว์ทิ้งไว้ให้ ดังนั้น การรับประทานผักผลไม้ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายจึงมีแต่ดีกับดี
อย่างไรก็ดี หลักการบำรุงเลือด ประกอบไปด้วยอาหาร 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มธาตุเหล็กสูง จำเป็นต่อการสร้างเฮโมโกลบิน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดง เป็นตัวนำพาออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะและเนื้อเยื่อทั่วร่างกาย กลุ่มที่ 2 โฟเลตสูง สำคัญต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง และกลุ่มที่ 3 คือผักผลไม้ที่ให้วิตามินซี ช่วยให้ร่างกายดูดซึมโฟเลตและธาตุเหล็กได้ดี


ผัก ผลไม้ บำรุงเลือด

1.ผักกูด มีธาตุเหล็ก และเบต้า-แคโรทีนสูง ซึ่งหากรับประทานร่วมกับเนื้อสัตว์จะทำให้เกิดการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดี ช่วยไม่ให้อ่อนเปรี้ยเพลียแรง หรือซีดง่าย ช่วยบำรุงเลือด ควบคุมความดันโลหิต ลดระดับคอเลสเตอรอลในเม็ดเลือด ช่วยบำรุงสายตา เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง เนื่องจากมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก
2.แก้วมังกร นอกจากผู้ที่รับประทานแก้วมังกรอยู่เป็นประจำจะมีผิวที่ไร้ริ้วรอย ดูเนียนเรียบ ยังมีผลการวิจัยพบว่า แก้วมังกรส่วนเนื้อสีแดงนั้นมีผลดีต่อระบบไหลเวียนของเลือด ทั้งยังมีธาตุเหล็กที่ช่วยในการสร้างเชลล์เม็ดเลือดอีกด้วย นอกจากนั้นเลือดไฟเบอร์ที่มีอยู่ในแก้วมังกรนั้นยังช่วยรักษาและสร้างความแข็งแรงให้กับบริเวณช่องคลอด รวมไปถึงบรรเทาอาการตกขาวของผู้หญิงได้อีกด้วย

3.สตรอเบอร์รี่ ผลการวิจัยพบว่า สตรอเบอร์รี่นั้นมีวิตามินอยู่มาก ซึ่งช่วยบำรุงเม็ดเลือดแดงได้เป็นอย่างดี และจากการทดลองอาสาสมัครที่รับประทานสตรอเบอร์รี่ทุกๆวัน วันละประมาณ 1-2 ถ้วย ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 1 เดือน ผลการตรวจเลือดของพวกเขาพบว่ามีเชลล์เม็ดเลือดแดงอยู่ในเกรณ์ที่ปกติมาก จึงส่งผลให้พวกเขาเหล่านั้นมีผิวพรรณที่สดใส เนียนเรียบ นั่นหมายความว่า ผลไม้แสนอร่อยอย่าวสตรอเบอร์รี่เป็นสมุนไพรบำรุงเลือดชั้นดี
4.ทับทิม ผลไม้นี้ขึ้นชื่อเรื่องประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายๆ และยังเป็นผลไม้ที่อยู่คู่กับประเทศไทยมาเนิ่นนาน จากผลการวิจัยจากมหาลัยชื่อดังของสหรัฐอเมริกาพบว่า ผู้ป่วยเบาหวานที่รับประทานทับทิมเป็นประจำทำให้หายจากโรคเบาหวานได้เพราะ ในทับทิมมีคุณสมบัติช่วยกักเก็บเชลล์เม็ดเลือดแดง โดยทดลองจากผู้ป่วยโรคเบาหวาน 10 คน ให้ดื่มน้ำทับทิมวันละ 1 แก้ว เป็นระยะเวลา 3 เดือน เห็นผลว่ามีระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น และมีอาการอ่อนเพลีย ผมร่วง น้อยลงมาก แถมยังมีผิวพรรณที่ดีขึ้นกว่าเดิมด้วย

5.ตังกุย หลายคนอาจไม่รู้จัก เนื่องจากตังกุยถือเป็นสมุนไพรโบราณ ซึ่งแพทย์ชาวจีนจะที่ใช้บำรุงเลือด รักษาภาวะเลือดพร่อง สีหน้าซีดขาวหรือซีดเหลือง เล็บและริมฝีปากซีด เวียนศีรษะ หูอื้อ ใจสั่น นอนไม่หลับ หลงลืมง่าย หรือประจำเดือนมาช้า ปริมาณเลือดมาน้อย สีจางอ่อน หรือประจาเดือนขาดหายไป สีลิ้นซีด เป็นต้น นอกจากนี้ ยังใช้ตังกุยในการกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด เพิ่มความชุ่มชื้นให้ลำไส้ ช่วยการขับถ่ายได้อีกด้วย
6.กล้วย ด้วยคุณสมบัติของแร่ธาตุแมกนีเซียมที่อุดมอยู่ในกล้วย ช่วยบำรุงผิวที่ขาวซีดให้กลับมาเปล่งปลั่งดูมีเลือดฝาด ที่สำคัญคือมีผลการวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ใน American Journal of Epidemiology ระบุว่าการบริโภคกล้วยเป็นประจำทุกวันส่งผลต่อเลือดคือ ช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคลูคีเมีย (มะเร็งเม็ดเลือดขาว) โดยเฉพาะในเด็กช่วงอายุ 0-2 ปี
นอกจากผักผลไม้ดังกล่าวแล้ว หากอยากสุขาพดีก็ควรเสริมด้วยการรับประทานโยเกิร์ตไร้ไขมันรสธรรมชาติเป็นประจำ และรับประทานปลา หรืออาหารทะเลสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อให้ได้วิตามินบี 12 ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง เพียงเท่านี้ก็ถือว่าครบสูตรอย่างสมบูรณ์สำหรับบำรุงเลือด

สำหรับใครที่มีปัญหาข้างต้นต้องการหา ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในเรื่อง สารต้านอนุมูลอิสระ และความเสื่อมของระบบในร่างกาย สมรรถภาพ มะเร็ง เบาหวาน ลดสิว กระ จุดด่างดำ ฝ้า แก่ก่อนวัย และปัญหาผิว ทางเว็บไซต์ขอแนะนำให้ดูคลิปรายการ และคลิปคุณหมอ เรื่องสารสกัด ASTAXANTHIN (แอสตาแซนธิน) ด้านล่างนี้ได้เลย หรือ PDF รายละเอียดสินค้า

aesta-promotion

Check our Featured products! สินค้าขายดี!!

สมุนไพรใกลัตัว ช่วยขับปัสสาวะ ขจัดสารพิษ

         หลายคนคงสังสัยว่า “การขับปัสสาวะ” คืออะไร พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ การขจัดพิษออกจากร่างกายนั้นมีหลากหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นทางลมหายใจ ทางอุจจาระ ทางผิวหนัง (เหงื่อ) เป็นต้น ซึ่งการขับปัสสาวะก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ต้องอาศัยน้ำเป็นตัวนำพาสำคัญ โดยมีวิธีการง่ายๆ เช่น ดื่มน้ำปริมาณที่เพียงพอกับร่างกายในแต่ละวัน ไม่มากหรือน้อยเกินไป ไม่เย็นหรือร้อนจัดเกินไป หรือการใช้ยาบำรุงขับปัสสาวะควบคู่ไปด้วย และอีกวิธีที่จะพูดถึงในบทความนี้ ก็คือการใช้สมุนไพรใกล้ตัวขับปัสสาวะนั่นเอง
         ทั้งนี้ การขับปัสสาวะโดยใช้สมุนไพรใกล้ตัว เป็นวิธีธรรมชาติโดยการกระตุ้นให้การขับถ่ายปัสสาวะมากขึ้น เพื่อให้สารพิษของเสียที่ตกค้างในร่างกายได้ขับออกมากขึ้น เร็วขึ้น เพื่อไม่ให้เซลล์ของร่างกายได้รับผลกระทบจากการตกค้างของสารพิษต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการทำให้การทำงานของร่างกายเสียสมดุล


สมุนไพรใกล้ตัว ช่วยขับปัสสาวะ

         1.กาแฟ เมล็ดมีคาเฟอีนเป็นยากระตุ้นหัวใจ ยากระตุ้นประสาทส่วนกลาง ทำให้นอนไม่หลับ โดยพบสาร Theophylline ซึ่งมีฤทธิ์ขับปัสสาวะที่ดีเยี่ยม แต่อย่างไรก็ดี จากการทดลองพบว่า การดื่มกาแฟทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น เพราะมีสาร Theobromine ลดการดูดซึมธาติเหล็ก จึงควรดื่มกาแฟนอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะไม่ควรดื่มขณะท้องว่าง
         2.พริกไทย มีสรรพคุณใช้เป็นยาช่วยย่อยอาหาร ย่อยพิษตกค้างที่ไม่สามารถย่อยได้ ขับเสมหะ บำรุงธาตุ แก้ท้องอืด แก้ปวดท้อง ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ แก้ลมอัมพฤกษ์และระดูขาว ในเมล็ดพริกไทยมีสารไปเปอรีน และสารฟินอลิกส์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีสรรพคุณช่วยป้องกันมะเร็ง มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท และแก้โรคลมชักหรือลมบ้าหมูได้ ซึ่งเป็นสมุนไพรที่คนในบ้านเราใช้กันมานาน จึงไม่แปลกที่เมนูอาหารไทยจะนิยมใช้พริกไทยนี้ในการประกอบอาหาร

         3.ตระไคร้ มีสรรพคุณมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแก้เสียดแน่น แสบบริเวณหน้าอก ปวดกระเพาะอาหารและที่สำคัญคือเป็นสมุนไพรขับปัสสาวะ บำรุงไฟธาตุ แก้นิ่ว แก้ปัสสาวะพิการได้ นอกจากนี้ยัง รักษาเกลื้อน แก้อาการขัดเบา ลดความดันโลหิตสูง แก้ไข้ เป็นยาขับลม แก้ผมแตกปลาย เป็นยาช่วยให้ลมเบ่งขณะคลอดลูก ใช้ดับกลิ่นคาว แก้เบื่ออาหาร บำรุงไฟธาตุให้เจริญ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ นิ่วปัสสาวะพิการ
         4.มะขามป้อม เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงมาก และในผลมีสารป้องกันการเกิดออกซิไดซ์ ทำให้วิตามินซีคงตัวอยู่ได้นาน ถึงจะมีรสเปรี้ยว ฝาด แต่หากนำมากินเป็นยาบำรุง ทำให้สดชื่น แก้กระหายน้ำ แก้ไอ แก้หวัด กระตุ้นน้ำลาย และเป็นสมุนไพรละลายเสมหะ ช่วยระบาย ขับปัสสาวะ แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้โรคคอตีบ คอแห้ง เป็นต้น
         5.มะพร้าว ในเนื้อมะพร้าวใช้รับประทานเป็นยาบำรุงกำลัง ขับปัสสาวะ ขับพยาธิ แก้ไข้ แก้กระหายน้ำ เป็นต้น โดยสามารถนำไปทำเป็นน้ำมันมะพร้าว กินเป็นยาระบาย แก้ท้องเสีย ขับปัสสาวะ แก้พิษ แก้กระหายน้ำ แก้นิ่ว แก้อาเจียนเป็นโลหิต และบวมน้ำได้อีกด้วย อย่างไรก็ดี สามารถใช้รากสด นำมาต้มกินเป็นยาแก้ท้องเสีย ขับปัสสาวะ หรือเอาน้ำอมหรือบ้วน แก้เจ็บปากเจ็บคอได้ด้วย

         6.ถั่วเขียว สามารถนำเมล็ดมาต้มแล้วรับประทานเป็นยาขับ และยังใช้ในโรคอื่นๆได้ เช่น การคลอดลูกยาก โรคท้องมาน และท้องร่วง โดยถั่วเขียวเป็นพรรณไม้ที่ให้ประโยชน์มาก ทั้งทางด้านอาหารและในด้านที่ใช้เป็นยา หากนำถั่วเขียวมาเพาะเป็นถั่วงอก จะให้วิตามินเอ บี และซีสูงมาก มีประโยชน์มากมายด้านโภชนาการ
         7.แครอท ผลไม้น่ารับประทานนี้เป็นอีกหนึ่งสมุนไพรที่จะช่วยในการขับปัสสาวะ เนื่องจากให้ปริมาณของเกลือโปแตสเซี่ยมสูง ซึ่งทำให้มีฤทธิ์ในทางขับปัสสาวะ โดยมีสาร carotene มีเป็นจำนวนมาก เมื่อรับประทานเข้าไปสาร carotene นี้จะเปลี่ยนเป็นไวตามินเอ ซึ่งมีประโยชน์ต่อสายตา สำหรับผู้ที่เป็นโรคตาฟาง นอกจากนี้ยังสามารถนำไปคั้นเอาน้ำผสมกับน้ำมะนาว ให้ใช้ทาตามบริเวณผิวหน้า เป็นยาบำรุงผิว ลบรอยเหี่ยว ย่นบนใบหน้าได้อีกด้วย 

สำหรับใครที่มีปัญหาข้างต้นต้องการหา ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในเรื่อง สารต้านอนุมูลอิสระ และความเสื่อมของระบบในร่างกาย สมรรถภาพ มะเร็ง เบาหวาน ลดสิว กระ จุดด่างดำ ฝ้า แก่ก่อนวัย และปัญหาผิว ทางเว็บไซต์ขอแนะนำให้ดูคลิปรายการ และคลิปคุณหมอ เรื่องสารสกัด ASTAXANTHIN (แอสตาแซนธิน) ด้านล่างนี้ได้เลย หรือ PDF รายละเอียดสินค้า

aesta-promotion

Check our Featured products! สินค้าขายดี!!

รู้ลึกเกี่ยวกับยาไมเกรน บรรเทา และป้องกันให้ชีวิตคุณง่ายมากกว่าเดิม


ไมเกรน เป็นอาการปวดหัวข้างเดียวอันแสนน่ารำคาญ ที่ไม่สามรถรักษาให้หายขาดได้ แต่คุณสามารถใช้ยาไมเกรนเพื่อช่วยในการบรรเทาความเจ้บปวด และลดอาการที่เกิดขึ้น ซึ่งในปัจจุบันยามไมเกรนก็ได้ถูกออกแบบมาให้มีความหลากหลาย อย่างเฉพาะเจาะจงในการต่อสู้กับอาการไมเกรน โดยในปัจจุบัน ยาไมเกรนถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท กว้างๆ ดังต่อไปนี้
1.ยาไมเกรนแบบบรรเทาอาการปวด หรือยาไมเกรนสำหรับบรรเทาอาการปวดแบบฉียบพลัน ที่ถูกออกแบบมาใช้ในการต่อต้านอาการไมเกรนที่เกิดขึ้นแล้ว

         เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด คุณควรใช้ยาไมเกรนบรรเทาอาการปวดทันที เมื่อเกิดอาการขึ้น ยาไมเกรนสำหรับการบรรเทาอาการปวดนี้ ยังสารถช่วยทำให้อาการของคุณน้อยลง จนกระทั่งสามารถพักผ่อนนอนหลับในห้องที่มืดสนิทได้ดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งยายาไมเกรนสำหรับบรรเทาอาการปวด ที่แพทย์นิยมจ่ายให้ผู้ที่มีอาการปวดหัวไมเกรใช้ในปัจจุบัน ได้แก่
 -ยาบรรเทาปวดแอสไพริน หรือ acetaminophen เป็นต้น สามารถช่วยบรรเทาอาการไมเกรนอ่อนๆได้
 -ยาต้านอาการอักเสบ nonsteroidal (NSAIDs)เช่น ibuprofen เป็นต้น สามารถช่วยบรรเทาอาการไมเกรนอ่อนๆได้
 อย่างไรก็ตาม การทานยาไมเกรนเหล่านี้ติดต่อกันบ่อยครั้ง และยาวนานจนเกินไป ยาเหล่านี้อาจส่งผลข้างเคียงอันตราย ให้เกิดแผลเลือดออกในทางเดินอาหาร รวมไปถึงอาการปวดหัวที่เกิดขึ้นจากการทานยามากจนเกิน หรืออาการคลื่นไส้ เป็นต้น
   2.ยาไมเกรนแบบป้องกันอาการ เป็นประเภทของยาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายโดยทั่วไป ซึ่งมักถูกนำมาใช้เป็นประจำทุกวัน เพื่อลดความรุนแรงหรือความถี่ในการเกิดอาการไมเกรนขึ้น

         การใช้ยาป้องกันไมเกรนนั้น สามารถช่วยลดความถี่ ความรุนแรง และระยะเวลาของการเกิดอาการปวดหัว รวมไปถึงลดความรุนแรงที่เกิดขึ้น เมื่อเกิดอาการไมเกรนขึ้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว แพทย์มักที่จะแนะนำให้คุณทานยาไมเกรนในชีวิตประจำวัน หรือเฉพาะเมื่อคาดเดาได้ว่า อาการปวดหัวไมเกรนจะเกิดขึ้นจากความเครียด หรือความเจ็บปวดทางร่างกาย อย่างเช่น เวลาใกล้ช่วงประจำเดือน เป็นต้น สำหรับยาป้องกันการเกิดอาการไมเกรนที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ได้แก่
   -ยาที่ใช้ในการรักษาความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดหัวใจ เบต้า ได้รับความนิยมนำมาใช้จัดการกับโรคไมเกรน ด้วยการลดความถี่ และความรุนแรงของอาการปวดหัวไมเกรนให้ลดลง โดยตัวยาที่นิยมนำมาใช้ ได้แก่ propranolol, artrate metoprolol และ timolo เป็นต้น หลังจากการใช้ยาเหล่านี้ต่อเนื่องกันนานหลายสัปดาห์ คุณจะสามารถเห็นผลลัพธ์ของอาการปวดหัวไมเกรนที่ลดลงได้เป็นอย่างดี
 อย่างไรก็ตาม ถ้าหากคุณมีอายุมากกว่า 60 ปี สูบบุหรี่ มีอาการที่เกี่ยวข้องกับหัวใจบางอย่าง หรือปัญหาด้านหลอดเลือด ขอแนะนำให้ทำการเลือกใช้ยาป้องกันไมเกรนชนิดอื่นๆ แทนยาประเภทเบต้า และยาเหล่านี้อาจจะส่งผลกระทบข้างเคียงกับร่างกายของคุณบ้าง เช่น ความแห้งกร้านของปาก ท้องผูก น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น รวมทั้งผลกระทบในด้านอื่นๆ
 การเลือกยาไมเกรนนั้น หลักกการที่สำคัญ ให้อิงกับความถี่ของการเกิดอาการไมเกรน และความรุนแรงของอาการปวดว่ารุนแรงมากน้อยเพียงใด ซึ่งแพทย์จะทำการวิเคราะห์อาการ พร้อมกับให้ยาไมเกรนที่เหมาะสมกับคุณมากที่สุด เพราะยาบางชนิดไม่เหมาะกับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือยาบางชนิดก็จะไม่ถูกแจกจ่ายให้กับเด็กอย่างเด็ดขาด เป็นต้น

สำหรับใครที่มีปัญหาข้างต้นต้องการหา ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในเรื่อง สารต้านอนุมูลอิสระ และความเสื่อมของระบบในร่างกาย สมรรถภาพ มะเร็ง เบาหวาน ลดสิว กระ จุดด่างดำ ฝ้า แก่ก่อนวัย และปัญหาผิว ทางเว็บไซต์ขอแนะนำให้ดูคลิปรายการ และคลิปคุณหมอ เรื่องสารสกัด ASTAXANTHIN (แอสตาแซนธิน) ด้านล่างนี้ได้เลย หรือ PDF รายละเอียดสินค้า

aesta-promotion

Check our Featured products! สินค้าขายดี!!

ถ้าไม่อยากตายก่อนแก่ มารู้จักกับวิธีดูแล ป้องกันตัวเองจากโรค NCD กัน

         กลุ่มอาการโรค Non-Communicable Diseases (NCDs) หรือ “กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง” เป็นชื่อเรียกของกลุ่มโรคที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ ไม่ได้เกิดขึ้นจากเชื้อโรค ทำให้ไม่สามารถติดต่อได้ผ่านการสัมผัส คลุกคลี หรือติดต่อผ่านพาหะนต่างๆ เหมือนกับโรคติดต่อปกติโดยทั่วไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว โรค NCD นั้น เป็นโรคที่เกิดจากการใช้วิถีชีวิตอย่างไม่ระวัง ซึ่งเป็นโรคที่สามารถพบได้จากกับคนทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะในหมู่ “ผู้สูงอายุ” ที่มักเกิดขึ้นจากการสะสมต้นเหตุของโรคเอาไว้ด้วยการทำร้ายตัวเองตั้งแต่ในวัยหนุ่มสาว เมื่อล่วงพ้นเข้าสู่วัยกลางคน หรือวัยชรา ด้วยระบบการทำงาน และป้องกันโรคต่างๆของร่างกายลดน้อยลง ทำให้เกิดกลุ่มอาการของโรค NCD ขึ้น ซึ่งเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่ครองแชมป์การคร่าชีวิตของคนทั่วโลกในอันดับต้นๆเลยทีเดียว อาทิเช่น กลุ่มโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ กลุ่มโรคมะเร็ง กลุ่มโรคถุงลมโป่งพอง กลุ่มโรคเบาหวาน กลุ่มโรคความดันโลหิตสูง และกลุ่มโรคอ้วนลงพุง เป็นต้น

โรค NCD เกิดขึ้นจากสาเหตุใดบ้าง
         1.พฤติกรรมการใช้ชีวิต มาจากปัจจัยต่างๆภายในร่างกาย ส่วนใหญ่มักเกิดจากลักษณะการใช้ขีวิต ที่นำไปสู่ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ขาดการออกกำลังกาย ทานอาหารรสหวาน มัน เค็ม จัดจนเกินไป ความเครียด เป็นต้น
         2.โรคที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานของร่างกาย เป็นโรคที่มักพบในกลุ่มวัยกลางคนขึ้นไป โดยที่ร่างกายเกิดความผิดปกติในการสันดาปอาหารในกลุ่มให้พลังง่น เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน ส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ อย่างเช่น โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง เป็นต้น
         3.ปัจจัยอื่นๆ เช่น พันธุกรรม และอายุที่เพิ่มมมากขึ้นจะก่อให้เกิดปัญหาการเสื่อมสภาพของการทำงานอวัยวะต่างๆตามธรรมชาติ
 อย่างไรก็ตาม ถึงแม้กลุ่มอาการของโรค NCD จะเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่มักจะไม่แสดงอาการหากไม่ถึงเวลาก็ตาม แต่หากชะล่าใจปล่อยเอาไว้โดยไม่ใส่ใจ ควบคุม และดูแลรักษาอย่างถูกต้องเสียตั้งแต่เนิ่นๆ อาการของโรค NCD ก็จะค่อยๆทวีความรุนแรงมากขึ้นทีละน้อย จนกว่าจะรู้ตัว คุณก็อาจจะป่วยหนักจากอาการรุมเร้าเสียแล้ว ซึ่งนั่นสายจนเกินที่จะสามารถแก้ไขได้เสียแล้ว

การดูแลรักษา และป้องกันตัวเองอย่างถูกต้อง ให้ห่างไกลจากกลุ่มอาการโรค NCD
 โดยส่วนใหญ่แล้ว สาเหตุสำคัญๆที่ก่อให้เกิดกลุ่มอาการของโรค NCD มักเกิดขึ้นจากพฤติกรรมเสี่ยงในชีวิตประจำวันของตัวเราเอง ซึ่งถ้าหากรู้ และเข้าใจในการปฎิบัตตัวอย่างถูกต้องแล้ว คุณก็สามารถที่จะลดความเสี่ยงในการเกิดโรค NCDs กับตัวเองให้น้อยลงเป็นอย่างมาก ผ่านทางวิธีที่แสนง่ายดายเป็นอย่างมาก ดังต่อไปนี้

         1.หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกฮออล์ จากาการสำรวจเมื่อปี พ.ศ.2554 พบว่า ปริมาณการดื่มแอลกฮอลล์ของคนไทยมากเป็นอันดับที่ 3 ของเอเชีย เฉลี่ยนคนละ 52 ลิตร ต่อปี เป็นกลุ่มวัยรุ่นมากถึง 17 ล้านคน หรือ คิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด
 2.หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ จากาการสำรวจเมื่อปี พ.ศ.2554 พบว่า การสูบบุหรี่ของประชากรไทยอยู่ที่ร้อยละ 21.40 หรือราวๆ 11.5 ล้านคน
3.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายเพียง 150 นาที ต่อสัปดาห์ ลดมะเร็งได้ 80% ลดอ้วนลงพุงได้ 50-90%
4.หลีกเลี่ยงอาหารที่มีหวาน มัน เค็มจัด การสำรวจพบว่า ประชากรไทยมีแนวโน้มในการบริโภคอาหารรสจัดเพิ่มสูงมากขึ้นเรื่อยๆมาโดยตลอด คนไมยบริโภคน้ำตาลมากเกินพิกัด เฉลี่ยวันละ 20 ช้อนชา เกินกว่ามาคาฐานถึง 3 เท่า
 5.รู้จักการรับมือและหลีกเลี่ยงความเครียด
 6.พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่โหมทำงานหนักติดต่อกันหลายชั่วโมงจนเกินไป
 อย่างไรก็ตาม การรักษาโรค NCDs จำเป็นที่จะต้องรักษาตามอาการของโรคที่เกิดขึ้น และควรได้รับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทาง อีกทั้งยังต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง เนื่องจากเป็นโรคเรื้อรั้งที่มักเป็นตลอดชีวิต และมักมีอาการที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิต การงาน และคุณภาพชีวิต เนื่องจากไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถที่จะควบคุมอาการของโรคได้ ด้วยการปรับเปลี่นพฤติกรรม ด้วยการป้องกันไม่ให้เกิดโรคเหล่านี้ ที่ได้ทำการนำไปแล้ว ซึ่งง่ายกว่าการรักษาเป็นอย่างมาก

สำหรับใครที่มีปัญหาข้างต้นต้องการหา ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในเรื่อง สารต้านอนุมูลอิสระ และความเสื่อมของระบบในร่างกาย สมรรถภาพ มะเร็ง เบาหวาน ลดสิว กระ จุดด่างดำ ฝ้า แก่ก่อนวัย และปัญหาผิว ทางเว็บไซต์ขอแนะนำให้ดูคลิปรายการ และคลิปคุณหมอ เรื่องสารสกัด ASTAXANTHIN (แอสตาแซนธิน) ด้านล่างนี้ได้เลย หรือ PDF รายละเอียดสินค้า

aesta-promotion

Check our Featured products! สินค้าขายดี!!